จัดทำโดย
นาย ผณินธร ประเสริฐศรี เลขทะเบียน 5001103083
เรื่อง กระทรวงการคลังเตรียมจ่ายงบไทยเข้มแข็ง 14,500 ล้านบาท ในเดือน ก.ย.52 นี้
กระทรวงการคลังเตรียมกดปุ่มอนุมัติงบไทยเข้มแข็งให้สถาบันการเงิน 14,500 ล้านบาท รอบแรก 21 ก.ย. 2552 นี้ 10,000 ล้านบาท และอีก 4,500 ล้านบาท 28 ก.ย. 2552 นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้เงินงบประมาณตามมาตรการไทยเข้มแข็งรอบแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 จะเริ่มเบิกจ่ายเข้าระบบได้ในสัปดาห์นี้ สำหรับสถาบันการเงินของรัฐ 5 แห่ง รวมจำนวน 14,500 ล้านบาท (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 2,000ล้านบาท ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 3,000 ล้านบาท ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย 5,000 ล้านบาท บรรษัทอุตสาหกรรมขนาดย่อม 2,000 ล้านบาท ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย 2,500 ล้านบาท)โดยเบิกจ่ายรอบแรกในวันที่ 21 กันยายน 2552 สำหรับสถาบันการเงิน 3 แห่ง จำนวน 10,000 ล้านบาท และวันที่ 28กันยายน 2552 อีก 4,500 ล้านบาท ซึ่งหน่วยงานที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจจะทำการ ขอเบิกเงินทางระบบ GFMIS ที่กรมบัญชีกลาง สำหรับงบไทยเข้มแข็งในปี 2553 ได้รับรายงานเบื้องต้นว่ามีการอนุมัติโครงการของกรมทางหลวง และเมื่อได้รับจัดสรรเงินงบประมาณก็พร้อมเบิกจ่ายได้เป็นกลุ่มแรก สำหรับโครงการอื่น ๆ ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 วงเงิน 1.43 ล้านล้านบาท รัฐบาลจะทยอยอนุมัติโครงการลงทุนต่างๆและคาดการณ์ได้ว่างบก้อนแรก 2 แสนล้านบาท นั้น ส่วนใหญ่จะเป็น 4 กระทรวงหลักคิดเป็น 75% ของวงเงิน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเจ้าของโครงการสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อดำเนินการต่อได้ทันที โดยมีเป้าหมายการเบิกจ่ายร้อยละ 90
นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับขั้นตอนวิธีการใช้จ่ายเงินนั้น หน่วยงานเจ้าของโครงการที่ได้งบประมาณ ต้องเปิดบัญชีเงินฝากคลังเฉพาะสำหรับงบไทยเข้มแข็งไว้กับธนาคารรัฐวิสาหกิจ และเบิกจ่ายเหมือนงบประมาณปกติผ่านระบบ GFMIS เพื่อสามารถติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินได้ และเมื่อ ครม.อนุมัติโครงการ/แผนงานและได้รับจัดสรรงบประมาณ ก็สามารถดำเนินงานตามแผนงานต่อไป ในขั้นตอนการดำเนินงานก็ได้มีการผ่อนคลายในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้าง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ เรื่องระยะเวลาการดำเนินการ Auction ไว้แล้ว โดยสามารถลดขั้นตอนและระยะเวลาจากเดิม 85 วัน เหลือเพียง 28 วันเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินเข้าไปหมุนระบบเศรษฐกิจได้ เร็วขึ้น เกิดการจ้างงานทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มเติม และจะมีกระบวนการติดตามการใช้จ่ายเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้งบประมาณดังกล่าวให้เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเป็นการใช้จ่ายจากเงินกู้”
ที่มา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.สำหรับงบไทยเข้มแข็งในปี 2553 เมื่อได้รับจัดสรรเงินงบประมาณก็พร้อมเบิกจ่ายให้กับ โครงการใดเป็นอันดับแรก
2.สำหรับโครงการอื่น ๆ ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 รัฐบาลจะทยอยอนุมัติโครงการลงทุนต่างๆเป็น 4 กระทรวงหลักคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของวงเงิน
3.งบประมาณตามมาตรการไทยเข้มแข็งรอบแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 จะเริ่มเบิกจ่ายเข้าระบบได้ในสัปดาห์นี้ สำหรับสถาบันการเงินของรัฐ 5 แห่ง รวมจำนวนเท่าใด
วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552
จัดทำโดย
นาย องอาจ เชื้อพลายเวช เลขทะเบียน 5001103095
เรื่อง บมจ.สตาร์สไมโครอิเล็กทรอนิกส์ฯ ประเดิมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการเข้าจดทะเบียน ตามมาตรการส่งเสริมจากบีโอไอ
นายวิเชฐ ตันติวานิช รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับ บมจ. สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยนับเป็นบริษัทแรกที่จะได้รับสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีนิติบุคคลโดยไม่จำกัดวงเงิน ตั้งแต่ปี 2552 จนสิ้นสุดระยะเวลาโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ตามมาตรการความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนเข้าจดทะเบียน โดย บมจ. สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จะซื้อขาย ในหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มเทคโนโลยี ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2552 ชื่อย่อว่า “SMT” “การได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีนิติบุคคลจากมาตรการนี้ นับว่าเอื้อประโยชน์ต่อการเพิ่มศักยภาพของบริษัทให้มีโอกาสสร้างผลกำไรได้มากขึ้น สำหรับบริษัทที่ต้องการเข้าร่วมโครงการฯ สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการนี้ต่อบีโอไอ ภายในปี 2555 โดยไม่จำกัดจำนวนโครงการ ” นายวิเชฐกล่าว SMT เป็นผู้ผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกของคนไทย โดยมีฐานการตลาดทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ คือ อเมริกา และยุโรป ด้วยความสามารถด้านการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมการทำงานของฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ Notebook และเครื่องเล่น MP4 เป็นต้น ด้วยเทคโนโลยีของเครื่องมือที่ล้ำสมัยและแม่นยำสูงตามมาตรฐานระดับโลก รวมถึงความสามารถในการลดต้นทุนการผลิต จากการได้รับสิทธิยกเว้นด้านภาษีการนำเข้าและส่งออกของสินค้า วัตถุดิบและอุปกรณ์เครื่องมือที่รัฐบาลไทยสนับสนุน จึงได้รับความสนใจและเชื่อถือจากกลุ่มลูกค้า ส่งผลให้สามารถขยายตลาดไปยังฝั่งอเมริกาและยุโรปได้อย่างต่อเนื่อ
SMT มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 736 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 276 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 92 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 2 บาท โดยบริษัทได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนครั้งแรก จำนวน 92 ล้านหุ้น หรือร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน ในราคาหุ้นละ 4.95 บาท มูลค่ารวม 455.40 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16-18 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา เพื่อนำเงินไปใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงินทั้งหมด โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย SMT มีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีและสำรองตามกฎหมาย และคณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติในหลักการ ให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลประกอบการงวดครึ่งปีแรกปี 2552 ในอัตราหุ้นละ 0.14 บาท แก่ผู้ถือหุ้นหลังเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว
ทีมา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1."บีโอไอ" คือชื่อย่อของสำนักงานใด
2.บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย)เป็นบริษัทแรกที่จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการยกเว้นภาษีแบบใด
3."SMT" คืออะไร
นาย องอาจ เชื้อพลายเวช เลขทะเบียน 5001103095
เรื่อง บมจ.สตาร์สไมโครอิเล็กทรอนิกส์ฯ ประเดิมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการเข้าจดทะเบียน ตามมาตรการส่งเสริมจากบีโอไอ
นายวิเชฐ ตันติวานิช รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับ บมจ. สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยนับเป็นบริษัทแรกที่จะได้รับสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีนิติบุคคลโดยไม่จำกัดวงเงิน ตั้งแต่ปี 2552 จนสิ้นสุดระยะเวลาโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ตามมาตรการความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนเข้าจดทะเบียน โดย บมจ. สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จะซื้อขาย ในหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มเทคโนโลยี ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2552 ชื่อย่อว่า “SMT” “การได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีนิติบุคคลจากมาตรการนี้ นับว่าเอื้อประโยชน์ต่อการเพิ่มศักยภาพของบริษัทให้มีโอกาสสร้างผลกำไรได้มากขึ้น สำหรับบริษัทที่ต้องการเข้าร่วมโครงการฯ สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการนี้ต่อบีโอไอ ภายในปี 2555 โดยไม่จำกัดจำนวนโครงการ ” นายวิเชฐกล่าว SMT เป็นผู้ผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกของคนไทย โดยมีฐานการตลาดทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ คือ อเมริกา และยุโรป ด้วยความสามารถด้านการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมการทำงานของฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ Notebook และเครื่องเล่น MP4 เป็นต้น ด้วยเทคโนโลยีของเครื่องมือที่ล้ำสมัยและแม่นยำสูงตามมาตรฐานระดับโลก รวมถึงความสามารถในการลดต้นทุนการผลิต จากการได้รับสิทธิยกเว้นด้านภาษีการนำเข้าและส่งออกของสินค้า วัตถุดิบและอุปกรณ์เครื่องมือที่รัฐบาลไทยสนับสนุน จึงได้รับความสนใจและเชื่อถือจากกลุ่มลูกค้า ส่งผลให้สามารถขยายตลาดไปยังฝั่งอเมริกาและยุโรปได้อย่างต่อเนื่อ
SMT มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 736 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 276 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 92 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 2 บาท โดยบริษัทได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนครั้งแรก จำนวน 92 ล้านหุ้น หรือร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน ในราคาหุ้นละ 4.95 บาท มูลค่ารวม 455.40 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16-18 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา เพื่อนำเงินไปใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงินทั้งหมด โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย SMT มีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีและสำรองตามกฎหมาย และคณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติในหลักการ ให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลประกอบการงวดครึ่งปีแรกปี 2552 ในอัตราหุ้นละ 0.14 บาท แก่ผู้ถือหุ้นหลังเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว
ทีมา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1."บีโอไอ" คือชื่อย่อของสำนักงานใด
2.บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย)เป็นบริษัทแรกที่จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการยกเว้นภาษีแบบใด
3."SMT" คืออะไร
จัดทำโดย
นางสาว ชลธิชา บุญเที่ยง เลขทะเบียน 5001103110
เรื่อง ครม.เห็นชอบโครงการประกันราคาพืชผล-หลักเกณฑ์รับขึ้นทะเบียนเกษตรกร
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)รับทราบการดำเนินโครงการประกันราคาพืชผลและวิธีการทำหน้าที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ หากพบว่าเกษตรกรรายใดไม่มีเอกสารสิทธิ ให้กำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน หรือประธานชุมชนรับรอง และทำประชาคมให้กับเกษตรกรดังกล่าวที่ต้องการปลูกพืชเกษตรและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าวจริง เพื่อทำสัญญากับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ในการประกันราคา และมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ประเมินผลผลิตทางการเกษตรจากการประกันราคา เพื่อให้โครงการดังกล่าวมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)ทำหน้าที่จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันสินค้าเกษตรกับราคาอ้างอิงของตลาดที่ประกาศไว้ เมื่อราคาอ้างอิงต่ำกว่าราคาที่รัฐบาลประกัน โดยแยกบัญชีการเงินออกจากการดำเนินงานปกติของ ธ.ก.ส.
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้เร่งรัดการดำเนินโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตรในการประกาศราคาอ้างอิง สำหรับมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น ครม.เห็นว่าควรดำเนินการในแนวทางเดียวกับการประกาศราคาอ้างอิงสำหรับข้าวที่กำหนดให้คณะอนุกรรมการกำหนดราคาอ้างอิงโครงการประกันราคาข้าวเปลือก ภายใต้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) นำเสนอประธานกขช.เพื่อให้ความเห็นชอบ เพื่อให้การประกาศราคาอ้างอิงของพืชทั้ง 3 กลุ่มเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
พร้อมทั้งมอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำเกณฑ์ผลผลิตเฉลี่ยระดับจังหวัดสำหรับข้าว โดยแบ่งเป็นพื้นที่ในเขตและนอกเขตชลประทานในการสุ่มตรวจสอบพื้นที่ทางกายภาพระดับตำบลที่คาดว่าอาจมีการแจ้งพื้นที่ในทะเบียนฯ มากผิดปกติ โดยใช้ระบบภาพถ่ายดาวเทียมและ/หรือภาพถ่ายสีทางอากาศของกรมพัฒนาที่ดิน คณะกรรมการประสานการดำเนินงานฯ มีมติให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานสนับสนุน
ทั้งนี้ หากพบความผิดปกติในพื้นที่ตำบลใดให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรรายงานไปยังคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด เพื่อสั่งการให้คณะทำงานระดับตำบลที่มีผู้แทน ธ.ก.ส.เป็นฝ่ายเลขานุการ ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง พร้อมกับเห็นชอบให้คณะกรรมการนโยบายสินค้าเกษตรกำหนดมาตรการลงโทษประชาคมที่แจ้งข้อมูลเท็จและมีเจตนาทุจริต โดยพิจารณาจ่ายอัตราชดเชยให้ช้ากว่ากระบวนการปกติเนื่องจากต้องใช้เวลาในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
ที่มา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีชื่อว่าอะไร
2.สศก.เป็นชื่อย่อของสำนักงานใด
3.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำเกณฑ์ผลผลิตเฉลี่ยระดับจังหวัดสำหรับข้าว โดยแบ่งเขตพื้นที่อย่างไร
นางสาว ชลธิชา บุญเที่ยง เลขทะเบียน 5001103110
เรื่อง ครม.เห็นชอบโครงการประกันราคาพืชผล-หลักเกณฑ์รับขึ้นทะเบียนเกษตรกร
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)รับทราบการดำเนินโครงการประกันราคาพืชผลและวิธีการทำหน้าที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ หากพบว่าเกษตรกรรายใดไม่มีเอกสารสิทธิ ให้กำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน หรือประธานชุมชนรับรอง และทำประชาคมให้กับเกษตรกรดังกล่าวที่ต้องการปลูกพืชเกษตรและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าวจริง เพื่อทำสัญญากับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ในการประกันราคา และมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ประเมินผลผลิตทางการเกษตรจากการประกันราคา เพื่อให้โครงการดังกล่าวมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)ทำหน้าที่จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันสินค้าเกษตรกับราคาอ้างอิงของตลาดที่ประกาศไว้ เมื่อราคาอ้างอิงต่ำกว่าราคาที่รัฐบาลประกัน โดยแยกบัญชีการเงินออกจากการดำเนินงานปกติของ ธ.ก.ส.
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้เร่งรัดการดำเนินโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตรในการประกาศราคาอ้างอิง สำหรับมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น ครม.เห็นว่าควรดำเนินการในแนวทางเดียวกับการประกาศราคาอ้างอิงสำหรับข้าวที่กำหนดให้คณะอนุกรรมการกำหนดราคาอ้างอิงโครงการประกันราคาข้าวเปลือก ภายใต้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) นำเสนอประธานกขช.เพื่อให้ความเห็นชอบ เพื่อให้การประกาศราคาอ้างอิงของพืชทั้ง 3 กลุ่มเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
พร้อมทั้งมอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำเกณฑ์ผลผลิตเฉลี่ยระดับจังหวัดสำหรับข้าว โดยแบ่งเป็นพื้นที่ในเขตและนอกเขตชลประทานในการสุ่มตรวจสอบพื้นที่ทางกายภาพระดับตำบลที่คาดว่าอาจมีการแจ้งพื้นที่ในทะเบียนฯ มากผิดปกติ โดยใช้ระบบภาพถ่ายดาวเทียมและ/หรือภาพถ่ายสีทางอากาศของกรมพัฒนาที่ดิน คณะกรรมการประสานการดำเนินงานฯ มีมติให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานสนับสนุน
ทั้งนี้ หากพบความผิดปกติในพื้นที่ตำบลใดให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรรายงานไปยังคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด เพื่อสั่งการให้คณะทำงานระดับตำบลที่มีผู้แทน ธ.ก.ส.เป็นฝ่ายเลขานุการ ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง พร้อมกับเห็นชอบให้คณะกรรมการนโยบายสินค้าเกษตรกำหนดมาตรการลงโทษประชาคมที่แจ้งข้อมูลเท็จและมีเจตนาทุจริต โดยพิจารณาจ่ายอัตราชดเชยให้ช้ากว่ากระบวนการปกติเนื่องจากต้องใช้เวลาในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
ที่มา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีชื่อว่าอะไร
2.สศก.เป็นชื่อย่อของสำนักงานใด
3.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำเกณฑ์ผลผลิตเฉลี่ยระดับจังหวัดสำหรับข้าว โดยแบ่งเขตพื้นที่อย่างไร
จัดทำโดย
นางสาว รัฐยา ชื่นสำโรง เลขทะเบียน 5001103069
เรื่อง รมว.พาณิชย์ มอบนโยบายดันส่งออกปี 53 โต 10-15% รับอานิสงส์ศก.คู่ค้าฟื้น
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยระหว่างมอบนโยบายให้กับหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ(ทูตพาณิชย์) 62 แห่งทั่วโลกว่า ในปี 53 กระทรวงพาณิชย์คาดว่าการส่งออกสินค้าไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น 10-15% จากปีนี้ที่คาดติดลบ 15-19% หลังจากประเมินว่าเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยที่มีสัดส่วนการส่งออกประมาณ 70-80% ก็ฟื้นตัวเช่นกันขึ้น ทั้งสหรัฐฯ, ยุโรป, ญี่ปุ่น, จีน, อาเซียน และ ตะวันออกลาง "มั่นใจว่าปีหน้าการส่งออกจะกลับมาเป็นบวกได้ เพราะเศรษฐกิจคู่ค้าเริ่มฟื้นตัวขึ้น ขณะที่กระทรวงมีมาตรการสนับสนุนการส่งออกอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันการส่งออกสินค้าเชิงสร้างสรรค์ การสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก มีบทบาทในการส่งออกมากขึ้น การผลักดันการส่งออกธุรกิจบริการที่มีศักยภาพ การเพิ่มกิจกรรมการบุกเจาะตลาดใหม่ เน้นจีน, อินเดีย, แอฟริกา, ตะวันออกกลาง, รัสเซีย และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน และการลดต้นทุนโลจิสติกส์ที่จะมีการเชื่อมโยงการใช้ระบบคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้น"นางพรทิวา กล่าว
รมว.พาณิชย์ ได้ขอให้ทูตพาณิชย์เป็นนักการตลาดมืออาชีพ โดยต้องมีความคิดสร้างสรรค์ คิดค้นและพัฒนากลยุทธ์ส่งเสริมการตลาดให้โดดเด่น ประสานงานได้ทั้งหน่วยงานรัฐ, เอกชน, ส่วนกลาง, ส่วนภูมิภาค ภายในและต่างประเทศ ต้องวางยุทธศาสตร์ทางการตลาดและมีเป้าหมายชัดเจน รวมทั้งต้องทันสมัยอยู่เสมอ
ส่วนสิ่งที่ต้องการให้ทำเพิ่มเติม คือ ขอให้ดูว่าสินค้าจากไทยที่ส่งออกไปในประเทศต่างๆ ส่งออกได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง และในประเทศนั้นๆ มีสินค้าจากคู่แข่งใดที่มาแรง และใช้กลยุทธ์ใดเจาะตลาด มีสินค้าใดที่ไทยมีโอกาสส่งออกเพิ่มขึ้นหรือสินค้าใดที่ประเทศนั้นต้องการแต่ไทยยังส่งออกน้อย รวมไปถึงมีปัญหาและอุปสรรคอะไรที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อหาทางแก้ไขให้ผู้ส่งออกไทย และเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที
ที่มา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.การผลักดันการส่งออกธุรกิจบริการที่มีศักยภาพ การเพิ่มกิจกรรมการบุกเจาะตลาดใหม่เน้นที่ชาติใดบ้าง
2.ทูตพาณิชย์ คือชื่อสำนักงานใด
3.กระทรวงพาณิชย์คาดว่าการส่งออกสินค้าไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์
นางสาว รัฐยา ชื่นสำโรง เลขทะเบียน 5001103069
เรื่อง รมว.พาณิชย์ มอบนโยบายดันส่งออกปี 53 โต 10-15% รับอานิสงส์ศก.คู่ค้าฟื้น
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยระหว่างมอบนโยบายให้กับหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ(ทูตพาณิชย์) 62 แห่งทั่วโลกว่า ในปี 53 กระทรวงพาณิชย์คาดว่าการส่งออกสินค้าไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น 10-15% จากปีนี้ที่คาดติดลบ 15-19% หลังจากประเมินว่าเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยที่มีสัดส่วนการส่งออกประมาณ 70-80% ก็ฟื้นตัวเช่นกันขึ้น ทั้งสหรัฐฯ, ยุโรป, ญี่ปุ่น, จีน, อาเซียน และ ตะวันออกลาง "มั่นใจว่าปีหน้าการส่งออกจะกลับมาเป็นบวกได้ เพราะเศรษฐกิจคู่ค้าเริ่มฟื้นตัวขึ้น ขณะที่กระทรวงมีมาตรการสนับสนุนการส่งออกอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันการส่งออกสินค้าเชิงสร้างสรรค์ การสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก มีบทบาทในการส่งออกมากขึ้น การผลักดันการส่งออกธุรกิจบริการที่มีศักยภาพ การเพิ่มกิจกรรมการบุกเจาะตลาดใหม่ เน้นจีน, อินเดีย, แอฟริกา, ตะวันออกกลาง, รัสเซีย และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน และการลดต้นทุนโลจิสติกส์ที่จะมีการเชื่อมโยงการใช้ระบบคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้น"นางพรทิวา กล่าว
รมว.พาณิชย์ ได้ขอให้ทูตพาณิชย์เป็นนักการตลาดมืออาชีพ โดยต้องมีความคิดสร้างสรรค์ คิดค้นและพัฒนากลยุทธ์ส่งเสริมการตลาดให้โดดเด่น ประสานงานได้ทั้งหน่วยงานรัฐ, เอกชน, ส่วนกลาง, ส่วนภูมิภาค ภายในและต่างประเทศ ต้องวางยุทธศาสตร์ทางการตลาดและมีเป้าหมายชัดเจน รวมทั้งต้องทันสมัยอยู่เสมอ
ส่วนสิ่งที่ต้องการให้ทำเพิ่มเติม คือ ขอให้ดูว่าสินค้าจากไทยที่ส่งออกไปในประเทศต่างๆ ส่งออกได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง และในประเทศนั้นๆ มีสินค้าจากคู่แข่งใดที่มาแรง และใช้กลยุทธ์ใดเจาะตลาด มีสินค้าใดที่ไทยมีโอกาสส่งออกเพิ่มขึ้นหรือสินค้าใดที่ประเทศนั้นต้องการแต่ไทยยังส่งออกน้อย รวมไปถึงมีปัญหาและอุปสรรคอะไรที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อหาทางแก้ไขให้ผู้ส่งออกไทย และเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที
ที่มา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.การผลักดันการส่งออกธุรกิจบริการที่มีศักยภาพ การเพิ่มกิจกรรมการบุกเจาะตลาดใหม่เน้นที่ชาติใดบ้าง
2.ทูตพาณิชย์ คือชื่อสำนักงานใด
3.กระทรวงพาณิชย์คาดว่าการส่งออกสินค้าไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์
จัดทำโดย
นางสาว วรรณวิษา จิรพิชิตชัย เลขทะเบียน 5001103070
เรื่อง หอการค้าฯ คาดท่องเที่ยวไทยพลิกกลับมาบวก 3-7%ใน Q4/52, เติบโตดีในปี 53
นายธรวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจการประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวของไทยจากผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว 400 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 15-20 ก.ย.52 ว่า ภาคเอกชนมีความเห็นว่าแนวโน้มการท่องเที่ยวส่งสัญญาณดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากช่วงต้นปีที่ติดลบมากก็เริ่มติดลบน้อยลง และจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ 3-7% ในไตรมาส 4/52 ส่วนปีหน้าการท่องเที่ยวจะขยายตัวได้ชัดเจน เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแล้วทั้งในเอเชีย ยุโรป สหรัฐฯ และอาเซียน ซึ่งทำให้กำลังซื้อนักท่องเที่ยวฟื้นตามมา โดยคาดว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 53 จะเติบโตได้ 10-15% มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 14.5-15 ล้านคน และมีรายได้ 500,000-530,000 ล้านบาท มีวันพักเฉลี่ย 8-9 วันต่อคน
สำหรับในปีนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 52 คาดลดลง 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะลดลงจาก 14.5 ล้านคน เหลือ 12.5-13 ล้านคน ส่งผลให้รายได้การท่องเที่ยวลดจาก 500,000 ล้านบาท เหลือ 420,000-450,000 ล้านบาท
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวได้ให้คะแนนการแก้ปัญหาท่องเที่ยวของรัฐบาลชุดนี้ ด้านนโยบายที่ 6.4 คะแนน จากเต็ม 10 คะแนน การดำเนินการด้านท่องเที่ยว 6 คะแนน และ การแก้ปัญหาท่องเที่ยว 6 คะแนน โดยหลังจากนี้ต้องการให้รัฐบาลเร่งสร้างความเชื่อมันกับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแก้ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การรักษาความสะอาด ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว และหาแหล่งเงินทุนแก่ภาคเอกชน
ทีมา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 53 จะเติบโตได้กี่เปอร์เซ็นต์
2.สำหรับในปีนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 52จะลดลง 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะลดลงจาก 14.5 ล้านคน ส่งผลให้รายได้การท่องเที่ยวลดลงเท่าใด
3.หลังจากนี้ต้องการให้รัฐบาลเร่งสร้างความเชื่อมันกับนักท่องเที่ยวในเรื่องใดบ้าง
นางสาว วรรณวิษา จิรพิชิตชัย เลขทะเบียน 5001103070
เรื่อง หอการค้าฯ คาดท่องเที่ยวไทยพลิกกลับมาบวก 3-7%ใน Q4/52, เติบโตดีในปี 53
นายธรวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจการประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวของไทยจากผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว 400 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 15-20 ก.ย.52 ว่า ภาคเอกชนมีความเห็นว่าแนวโน้มการท่องเที่ยวส่งสัญญาณดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากช่วงต้นปีที่ติดลบมากก็เริ่มติดลบน้อยลง และจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ 3-7% ในไตรมาส 4/52 ส่วนปีหน้าการท่องเที่ยวจะขยายตัวได้ชัดเจน เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแล้วทั้งในเอเชีย ยุโรป สหรัฐฯ และอาเซียน ซึ่งทำให้กำลังซื้อนักท่องเที่ยวฟื้นตามมา โดยคาดว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 53 จะเติบโตได้ 10-15% มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 14.5-15 ล้านคน และมีรายได้ 500,000-530,000 ล้านบาท มีวันพักเฉลี่ย 8-9 วันต่อคน
สำหรับในปีนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 52 คาดลดลง 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะลดลงจาก 14.5 ล้านคน เหลือ 12.5-13 ล้านคน ส่งผลให้รายได้การท่องเที่ยวลดจาก 500,000 ล้านบาท เหลือ 420,000-450,000 ล้านบาท
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวได้ให้คะแนนการแก้ปัญหาท่องเที่ยวของรัฐบาลชุดนี้ ด้านนโยบายที่ 6.4 คะแนน จากเต็ม 10 คะแนน การดำเนินการด้านท่องเที่ยว 6 คะแนน และ การแก้ปัญหาท่องเที่ยว 6 คะแนน โดยหลังจากนี้ต้องการให้รัฐบาลเร่งสร้างความเชื่อมันกับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแก้ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การรักษาความสะอาด ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว และหาแหล่งเงินทุนแก่ภาคเอกชน
ทีมา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 53 จะเติบโตได้กี่เปอร์เซ็นต์
2.สำหรับในปีนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 52จะลดลง 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะลดลงจาก 14.5 ล้านคน ส่งผลให้รายได้การท่องเที่ยวลดลงเท่าใด
3.หลังจากนี้ต้องการให้รัฐบาลเร่งสร้างความเชื่อมันกับนักท่องเที่ยวในเรื่องใดบ้าง
จัดทำโดย
นางสาว วริษา แย้มลังกา เลขทะเบียน 5001103078
เรื่อง นายแบงก์-ตลท.ชี้เงินไหลเข้าตลาดหุ้นต่อเนื่อง สะท้อนศก.เริ่มฟื้นตัวแล้ว
นายสอาด ธีระโรจนวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ สายบริหารการเงิน ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ขณะนี้มีสัญญาณที่ดี และช่วยสร้างความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยเริ่มฟื้นตัว ซึ่งโดยปกติการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะช้ากว่าการฟื้นตัวของตลาดหุ้นประมาณ 6เดือน ดังนั้น การที่ตลาดหุ้นมีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าจะเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ในระยะอันใกล้ ส่วนดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวทะลุ 700 จุดแล้ว แต่ยังเชื่อว่านักลงทุนยังมีโอกาสลงทุนได้อีกในช่วง 1-2 เดือนนี้ โดย Sector ที่น่าสนใจ อยู่ในกลุ่มสินค้าเกษตร
"เศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัว หลังจากตลาดหุ้นเริ่มปรับเพิ่มขึ้นรอบนี้ เป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้ว แต่เชื่อว่านักลงทุนบางส่วนที่คิดว่าตกขบวน ยังเห็นโอกาสที่จะสามารถลงทุนได้ในช่วง 1-2 เดือนนี้ แต่ให้เลือกลงทุนในหุ้นบาง Sector อย่างสินค้าเกษตร และอสังหาริมทรัพย์ ยังมีโอกาสดี แต่ถ้าถึง ธ.ค.แล้ว อาจจะตกรอบการลงทุนในตลาดหุ้น" นายสอาด กล่าวสำหรับอัตราดอกเบี้ย แม้ว่ามีการประเมินว่าน่าจะเข้าสู่ช่วงขาขึ้น แต่ขณะนี้ยังมองว่าดอกเบี้ยนโยบายน่าจะเริ่มปรับขึ้นในช่วงไตรมาส 2-3/53 เพราะแม้เศรษฐกิจจะเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวและเริ่มมีเม็ดเงินจากรัฐบาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ภาคเอกชนยังไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่อย่างจริงจัง จึงยังไม่เหมาะที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงสั้นๆ และยังคาดว่าการปรับขึ้นของดอกเบี้ยในตลาด ไม่น่าเกิน 0.75% และเป็นการทยอยปรับเพิ่มขึ้น ด้านนายสันติ กีระนันทน์ ผู้ช่วยผู้จัดการ กลุ่มงานพัฒนาตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า กระแสเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นที่ไหลเข้าอย่างรวดเร็ว จากต้นปี 52 ที่ดัชนี SET อยู่ที่ 400 จุด แต่ตั้งแต่ ก.ค.52 ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนทะลุ 700 จุดแล้ว และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย สูงกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท/วัน จากเดิมที่คาดว่าจะมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยที่ 1.6 หมื่นล้านบาท/วัน ถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากภาวะต้นปีที่ตลาดหุ้นซบเซาหนัก จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มองว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า อัตราดอกเบี้ยยังคงไม่ปรับเพิ่มขึ้นจนถึงกลางปี 53 เนื่องจากหากดอกเบี้ยเข้าสู่ในช่วงขาขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของภาคเอกชน และต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาด้านการลงทุน โดยต้องการเห็นโครงการลงทุนภาครัฐที่ชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลมีการระดมเงินผ่านมาตรการต่างๆ เป็นจำนวนมาก แต่นำไปลงทุนในโครงการที่ไม่มีความชัดเจน จึงต้องการให้รัฐบาล เร่งการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ให้เกิดความชัดเจน มากกว่าการลงทุนขนาดเล็กด้วยการกระจายการลงทุน ซึ่งจะทำให้ไม่เห็นผลตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ได้
ด้านนางวรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทย ยังมีกระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติ เป็นไปตามตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีน เนื่องจากต่างชาติเห็นกำไรจากการลงทุน และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ว่าตลาดหุ้นจะปรับเพิ่มจากต้นปี 52 มาเกือบ 70% ยังถือว่าน้อย เมื่อเทียบกระแสเงินสดที่ไหลเข้าตลาดหุ้น
ที่มา www. ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.นางวรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวงกล่าวว่าตลาดหุ้นไทย ยังมีกระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติ เป็นไปตามตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นของชาติใด
2.ในช่วง 1-2 เดือนนี้ กลุ่มการลงทุนที่น่าสนใจ อยู่ในกลุ่มใด
3.สำหรับอัตราดอกเบี้ย คาดว่านโยบายดอกเบี้ยน่าจะเริ่มปรับขึ้นในช่วงไตรมาสใด
นางสาว วริษา แย้มลังกา เลขทะเบียน 5001103078
เรื่อง นายแบงก์-ตลท.ชี้เงินไหลเข้าตลาดหุ้นต่อเนื่อง สะท้อนศก.เริ่มฟื้นตัวแล้ว
นายสอาด ธีระโรจนวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ สายบริหารการเงิน ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ขณะนี้มีสัญญาณที่ดี และช่วยสร้างความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยเริ่มฟื้นตัว ซึ่งโดยปกติการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะช้ากว่าการฟื้นตัวของตลาดหุ้นประมาณ 6เดือน ดังนั้น การที่ตลาดหุ้นมีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าจะเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ในระยะอันใกล้ ส่วนดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวทะลุ 700 จุดแล้ว แต่ยังเชื่อว่านักลงทุนยังมีโอกาสลงทุนได้อีกในช่วง 1-2 เดือนนี้ โดย Sector ที่น่าสนใจ อยู่ในกลุ่มสินค้าเกษตร
"เศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัว หลังจากตลาดหุ้นเริ่มปรับเพิ่มขึ้นรอบนี้ เป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้ว แต่เชื่อว่านักลงทุนบางส่วนที่คิดว่าตกขบวน ยังเห็นโอกาสที่จะสามารถลงทุนได้ในช่วง 1-2 เดือนนี้ แต่ให้เลือกลงทุนในหุ้นบาง Sector อย่างสินค้าเกษตร และอสังหาริมทรัพย์ ยังมีโอกาสดี แต่ถ้าถึง ธ.ค.แล้ว อาจจะตกรอบการลงทุนในตลาดหุ้น" นายสอาด กล่าวสำหรับอัตราดอกเบี้ย แม้ว่ามีการประเมินว่าน่าจะเข้าสู่ช่วงขาขึ้น แต่ขณะนี้ยังมองว่าดอกเบี้ยนโยบายน่าจะเริ่มปรับขึ้นในช่วงไตรมาส 2-3/53 เพราะแม้เศรษฐกิจจะเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวและเริ่มมีเม็ดเงินจากรัฐบาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ภาคเอกชนยังไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่อย่างจริงจัง จึงยังไม่เหมาะที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงสั้นๆ และยังคาดว่าการปรับขึ้นของดอกเบี้ยในตลาด ไม่น่าเกิน 0.75% และเป็นการทยอยปรับเพิ่มขึ้น ด้านนายสันติ กีระนันทน์ ผู้ช่วยผู้จัดการ กลุ่มงานพัฒนาตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า กระแสเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นที่ไหลเข้าอย่างรวดเร็ว จากต้นปี 52 ที่ดัชนี SET อยู่ที่ 400 จุด แต่ตั้งแต่ ก.ค.52 ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนทะลุ 700 จุดแล้ว และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย สูงกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท/วัน จากเดิมที่คาดว่าจะมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยที่ 1.6 หมื่นล้านบาท/วัน ถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากภาวะต้นปีที่ตลาดหุ้นซบเซาหนัก จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มองว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า อัตราดอกเบี้ยยังคงไม่ปรับเพิ่มขึ้นจนถึงกลางปี 53 เนื่องจากหากดอกเบี้ยเข้าสู่ในช่วงขาขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของภาคเอกชน และต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาด้านการลงทุน โดยต้องการเห็นโครงการลงทุนภาครัฐที่ชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลมีการระดมเงินผ่านมาตรการต่างๆ เป็นจำนวนมาก แต่นำไปลงทุนในโครงการที่ไม่มีความชัดเจน จึงต้องการให้รัฐบาล เร่งการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ให้เกิดความชัดเจน มากกว่าการลงทุนขนาดเล็กด้วยการกระจายการลงทุน ซึ่งจะทำให้ไม่เห็นผลตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ได้
ด้านนางวรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทย ยังมีกระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติ เป็นไปตามตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีน เนื่องจากต่างชาติเห็นกำไรจากการลงทุน และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ว่าตลาดหุ้นจะปรับเพิ่มจากต้นปี 52 มาเกือบ 70% ยังถือว่าน้อย เมื่อเทียบกระแสเงินสดที่ไหลเข้าตลาดหุ้น
ที่มา www. ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.นางวรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวงกล่าวว่าตลาดหุ้นไทย ยังมีกระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติ เป็นไปตามตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นของชาติใด
2.ในช่วง 1-2 เดือนนี้ กลุ่มการลงทุนที่น่าสนใจ อยู่ในกลุ่มใด
3.สำหรับอัตราดอกเบี้ย คาดว่านโยบายดอกเบี้ยน่าจะเริ่มปรับขึ้นในช่วงไตรมาสใด
วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552
จัดทำโดย
นาย องอาจ เชื้อพลายเวช เลขทะเบียน 5001103095
เรื่อง นักเศรษฐศาสตร์คาดธนาคารกลางยุโรปอาจตรึงดอกเบี้ยที่ 1%
นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในวันนี้ ในขณะที่กำลังพยายามเพิ่มสภาพคล่องในตลาดสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจกลับมาขยายตัวอีกครั้งในไตรมาสนี้ โดยนักเศรษฐศาสตร์ 52 รายจากการสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์กคาดการณ์ว่า ฌอง-คล้อด ทริเช่ ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ในวันนี้ และไม่น่าจะใช้มาตรการใดเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่ทางธนาคารกำลังประเมินผลกระทบจากโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์และปล่อยสินเชื่อ 12 เดือนให้กับธนาคารต่างๆ "ดูเหมือนว่าสภาพเศรษฐกิจจะดีขึ้นเร็วเกินคาด ถึงกระนั้นการฟื้นตัวเต็มที่คงต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป" นิค คูนิส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก ฟอร์ทิส แบงค์ ในอัมสเตอร์ดัม กล่าว "เราแค่เปลี่ยนจากจุดที่แย่มาเป็นแย่น้อยลง ยังไม่ถึงขั้นดีเลิศ" นักเศรษฐศาสตร์จากบาร์เคลย์ส แคปิตอล คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัว 0.3% ในไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวอย่างเต็มที่คงไม่ง่ายนัก เนื่องจากอัตราว่างงานยังพุ่งสูงและดัชนีราคาผู้บริโภคยังร่วงเร็วสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าเศรษฐกิจยุโรปจะเป็นเศรษฐกิจหลักที่ทำผลงานได้แย่สุดในปีหน้า
ทั้งนี้ ธนาคารกลางยุโรปจะประกาศผลการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในเวลา 13.45 น.ตามเวลาท้องถิ่น และทริเช่จะจัดการแถลงข่าวหลังจากนั้น 45 นาที ในขณะเดียวกัน ผลสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์กเผยว่าธนาคารกลางอังกฤษอาจตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.5% ในวันนี้เช่นกัน
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ฌอง-คล้อด ทริเช่ คือใคร
2.ใครคือผู้ที่กล่าวว่า "เราแค่เปลี่ยนจากจุดที่แย่มาเป็นแย่น้อยลง ยังไม่ถึงขั้นดีเลิศ"
3.นักเศรษฐศาสตร์จากบาร์เคลย์ส แคปิตอล คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัว 0.3% ในไตรมาสใด
นาย องอาจ เชื้อพลายเวช เลขทะเบียน 5001103095
เรื่อง นักเศรษฐศาสตร์คาดธนาคารกลางยุโรปอาจตรึงดอกเบี้ยที่ 1%
นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในวันนี้ ในขณะที่กำลังพยายามเพิ่มสภาพคล่องในตลาดสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจกลับมาขยายตัวอีกครั้งในไตรมาสนี้ โดยนักเศรษฐศาสตร์ 52 รายจากการสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์กคาดการณ์ว่า ฌอง-คล้อด ทริเช่ ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ในวันนี้ และไม่น่าจะใช้มาตรการใดเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่ทางธนาคารกำลังประเมินผลกระทบจากโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์และปล่อยสินเชื่อ 12 เดือนให้กับธนาคารต่างๆ "ดูเหมือนว่าสภาพเศรษฐกิจจะดีขึ้นเร็วเกินคาด ถึงกระนั้นการฟื้นตัวเต็มที่คงต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป" นิค คูนิส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก ฟอร์ทิส แบงค์ ในอัมสเตอร์ดัม กล่าว "เราแค่เปลี่ยนจากจุดที่แย่มาเป็นแย่น้อยลง ยังไม่ถึงขั้นดีเลิศ" นักเศรษฐศาสตร์จากบาร์เคลย์ส แคปิตอล คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัว 0.3% ในไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวอย่างเต็มที่คงไม่ง่ายนัก เนื่องจากอัตราว่างงานยังพุ่งสูงและดัชนีราคาผู้บริโภคยังร่วงเร็วสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าเศรษฐกิจยุโรปจะเป็นเศรษฐกิจหลักที่ทำผลงานได้แย่สุดในปีหน้า
ทั้งนี้ ธนาคารกลางยุโรปจะประกาศผลการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในเวลา 13.45 น.ตามเวลาท้องถิ่น และทริเช่จะจัดการแถลงข่าวหลังจากนั้น 45 นาที ในขณะเดียวกัน ผลสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์กเผยว่าธนาคารกลางอังกฤษอาจตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.5% ในวันนี้เช่นกัน
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ฌอง-คล้อด ทริเช่ คือใคร
2.ใครคือผู้ที่กล่าวว่า "เราแค่เปลี่ยนจากจุดที่แย่มาเป็นแย่น้อยลง ยังไม่ถึงขั้นดีเลิศ"
3.นักเศรษฐศาสตร์จากบาร์เคลย์ส แคปิตอล คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัว 0.3% ในไตรมาสใด
จัดทำโดย
นาย ผณินทร ประเสริฐศรี เลขทะเบียน 5001103083
เรื่อง โบรกฯ แนะซื้อ/ถือSCCC รอปันผล,ยอดขายโตตามความต้องการฟื้นเร็วกว่าคาด
โบรกฯ แนะ"ซื้อ/ถือ"หุ้น บมจ.ปูนซิเมนต์นครหลวง(SCCC)มองยอดขายและราคาซีเมนต์จะดีขึ้นในช่วงหลังจากไตรมาส 2/52 ที่ได้มีการปรับขึ้นราคาขาย ประกอบกับในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาความต้องการใช้ปูนซิเมนต์ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี ประกอบกับการที่ภาครัฐมีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจน่าจะมีผลช่วยความต้องการปูนฯ ฟื้นตัวมากขึ้นอีก และคาดว่าจะถึงจุด Peak ในไตรมาส 1/53 สำนักวิจัย บล.ทิสโก้ คาดว่า ผลประกอบการของ SCCC จะดีขึ้นในไตรมาส 3/52 จากการปรับขึ้นราคาขายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยชดเชยต้นทุนถ่านหินที่เพิ่มขึ้นมาถึง 12 เหรียญฯ/ตัน ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการในปี 53 ยังคงเป็นบวก เนื่องจากคาดว่าความต้องการปูนซีเมนต์จะฟื้นตัวและการประหยัดต้นทุน 500 ล้านบาทต่อปีจากการเริ่มโครงการระบบการนำพลังงานความร้อนกลับมาใช้ใหม่(Waste-Heat Recovery) สำหรับเตาเผา 5 และ 6 ในปีหน้า
ขณะที่นางสาวจิตรลดา เลขาพันธ์ บล.ไอร่า กล่าวว่า SCCC ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลงวด 6 เดือนแรกประจำปี 52 อัตราหุ้นละ 6 บาท ซึ่งคิดเป็น Payout Ratio สูงถึง 92% ซึ่งสูงกว่าที่เราประมาณการไว้ที่ 80% และหากประเมินภายใต้สมมติฐาน Payout Ratio 80% เช่นเดิม คาดว่าทั้งปีน่าจะจ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 10.50 บาท เท่ากับว่าคงเหลือจ่ายในงวดครึ่งปีหลังอีก 4.50 บาท/หุ้น
"ส่วนครึ่งปีหลังมองว่ายอดขายจะกระเตื้องในไตรมาส 4 ซึ่งตามฤดูกาลไตมาส 2 กับไตรมาส 3 ของปีจะไม่ค่อยดี เพราะไตรมาส 2 มีวันหยุดเยอะ ไตรมาส 3 ก็เป็นช่วงหน้าฝน ทำให้การทำงานทำได้ไม่เต็มที่ แต่จะกระเตื้องขึ้นในไตรมาส 4 และจะไป Peak ในไตรมาส 1 ของปีถัดไป"นางสาวจิตรลดา กล่าว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันราคาหุ้น SCCC ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว ดังนั้น ใครที่คิดจะซื้อแนะนำ"ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว"แถวๆราคา 183 บาทน่าจะเหมาะสม ส่วนที่ถืออยู่แนะนำให้"ถือต่อไป"และรอรับเงินปันผลอีกครั้งในงวดครึ่งปีหลัง
ส่วน บล.ธนชาต มองว่า ไตรมาส 3/52 ยอดขายและราคาซิเมนต์น่าจะดีขึ้นตามแนวโน้มความต้องการซิเมนต์ในประเทศ ซึ่งในเดือน มิ.ย.52 ความต้องการเพิ่มขึ้นราว 5.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปีครึ่งที่เราเห็นปริมาณความต้องการซีเมนต์เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ แนวโน้มที่เป็นบวกน่าจะมีต่อเนื่องไปจนถึงช่วงไตรมาส 3/52 เนื่องจากจะเริ่มมีโครงการใหม่ของภาคเอกชน และภาครัฐออกมา นอกจากนี้ ผู้บริหารยังเปิดเผยว่าบริษัทฯ จะปรับลดส่วนลดที่ให้กับลูกค้าลง และปรับราคาให้กลับมาสู่ระดับปกติที่ 1,800 บาท/ตัน
อย่างไรก็ตาม บล.ธนชาตอยู่ในช่วงทบทวนประมาณการกำไรของ SCCC ในปี 52 และปี 53-54 เนื่องจากปริมาณขายกำลังฟื้นตัวเร็วกว่าที่เราคาดไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนั้น อัตราดอกเบี้ยยังต่ำกว่าที่เราคาดไว้อีกด้วย จึงยังคงแนะนำ “ซื้อ" SCCC เป็น Top Pick ในกลุ่มฯ เนื่องจากเป็นบริษัทที่สร้างเงินสดได้ดี และได้รับประโยชน์อย่างมากเมื่อความต้องการซีเมนต์ฟื้นตัว เพราะมีต้นทุนคงที่
ที่มา www. google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.นางสาว จิตรลดา มองว่าครึ่งปีหลังยอดขายจะกระเตื้องในไตรมาส ที่เท่าใด
2.ส่วน บล.ธนชาตินั้นคาดว่า ยอดขายของ sccc จะดีขึ้นในไตรมาสไหน
3.นางสาวจิตรลดา เลขาพันธ์ ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลงวด 6 เดือนแรกประจำปี 52 อัตราหุ้นละ 6 บาท ซึ่งคิดเป็น Payout Ratio กี่%
นาย ผณินทร ประเสริฐศรี เลขทะเบียน 5001103083
เรื่อง โบรกฯ แนะซื้อ/ถือSCCC รอปันผล,ยอดขายโตตามความต้องการฟื้นเร็วกว่าคาด
โบรกฯ แนะ"ซื้อ/ถือ"หุ้น บมจ.ปูนซิเมนต์นครหลวง(SCCC)มองยอดขายและราคาซีเมนต์จะดีขึ้นในช่วงหลังจากไตรมาส 2/52 ที่ได้มีการปรับขึ้นราคาขาย ประกอบกับในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาความต้องการใช้ปูนซิเมนต์ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี ประกอบกับการที่ภาครัฐมีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจน่าจะมีผลช่วยความต้องการปูนฯ ฟื้นตัวมากขึ้นอีก และคาดว่าจะถึงจุด Peak ในไตรมาส 1/53 สำนักวิจัย บล.ทิสโก้ คาดว่า ผลประกอบการของ SCCC จะดีขึ้นในไตรมาส 3/52 จากการปรับขึ้นราคาขายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยชดเชยต้นทุนถ่านหินที่เพิ่มขึ้นมาถึง 12 เหรียญฯ/ตัน ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการในปี 53 ยังคงเป็นบวก เนื่องจากคาดว่าความต้องการปูนซีเมนต์จะฟื้นตัวและการประหยัดต้นทุน 500 ล้านบาทต่อปีจากการเริ่มโครงการระบบการนำพลังงานความร้อนกลับมาใช้ใหม่(Waste-Heat Recovery) สำหรับเตาเผา 5 และ 6 ในปีหน้า
ขณะที่นางสาวจิตรลดา เลขาพันธ์ บล.ไอร่า กล่าวว่า SCCC ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลงวด 6 เดือนแรกประจำปี 52 อัตราหุ้นละ 6 บาท ซึ่งคิดเป็น Payout Ratio สูงถึง 92% ซึ่งสูงกว่าที่เราประมาณการไว้ที่ 80% และหากประเมินภายใต้สมมติฐาน Payout Ratio 80% เช่นเดิม คาดว่าทั้งปีน่าจะจ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 10.50 บาท เท่ากับว่าคงเหลือจ่ายในงวดครึ่งปีหลังอีก 4.50 บาท/หุ้น
"ส่วนครึ่งปีหลังมองว่ายอดขายจะกระเตื้องในไตรมาส 4 ซึ่งตามฤดูกาลไตมาส 2 กับไตรมาส 3 ของปีจะไม่ค่อยดี เพราะไตรมาส 2 มีวันหยุดเยอะ ไตรมาส 3 ก็เป็นช่วงหน้าฝน ทำให้การทำงานทำได้ไม่เต็มที่ แต่จะกระเตื้องขึ้นในไตรมาส 4 และจะไป Peak ในไตรมาส 1 ของปีถัดไป"นางสาวจิตรลดา กล่าว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันราคาหุ้น SCCC ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว ดังนั้น ใครที่คิดจะซื้อแนะนำ"ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว"แถวๆราคา 183 บาทน่าจะเหมาะสม ส่วนที่ถืออยู่แนะนำให้"ถือต่อไป"และรอรับเงินปันผลอีกครั้งในงวดครึ่งปีหลัง
ส่วน บล.ธนชาต มองว่า ไตรมาส 3/52 ยอดขายและราคาซิเมนต์น่าจะดีขึ้นตามแนวโน้มความต้องการซิเมนต์ในประเทศ ซึ่งในเดือน มิ.ย.52 ความต้องการเพิ่มขึ้นราว 5.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปีครึ่งที่เราเห็นปริมาณความต้องการซีเมนต์เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ แนวโน้มที่เป็นบวกน่าจะมีต่อเนื่องไปจนถึงช่วงไตรมาส 3/52 เนื่องจากจะเริ่มมีโครงการใหม่ของภาคเอกชน และภาครัฐออกมา นอกจากนี้ ผู้บริหารยังเปิดเผยว่าบริษัทฯ จะปรับลดส่วนลดที่ให้กับลูกค้าลง และปรับราคาให้กลับมาสู่ระดับปกติที่ 1,800 บาท/ตัน
อย่างไรก็ตาม บล.ธนชาตอยู่ในช่วงทบทวนประมาณการกำไรของ SCCC ในปี 52 และปี 53-54 เนื่องจากปริมาณขายกำลังฟื้นตัวเร็วกว่าที่เราคาดไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนั้น อัตราดอกเบี้ยยังต่ำกว่าที่เราคาดไว้อีกด้วย จึงยังคงแนะนำ “ซื้อ" SCCC เป็น Top Pick ในกลุ่มฯ เนื่องจากเป็นบริษัทที่สร้างเงินสดได้ดี และได้รับประโยชน์อย่างมากเมื่อความต้องการซีเมนต์ฟื้นตัว เพราะมีต้นทุนคงที่
ที่มา www. google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.นางสาว จิตรลดา มองว่าครึ่งปีหลังยอดขายจะกระเตื้องในไตรมาส ที่เท่าใด
2.ส่วน บล.ธนชาตินั้นคาดว่า ยอดขายของ sccc จะดีขึ้นในไตรมาสไหน
3.นางสาวจิตรลดา เลขาพันธ์ ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลงวด 6 เดือนแรกประจำปี 52 อัตราหุ้นละ 6 บาท ซึ่งคิดเป็น Payout Ratio กี่%
จัดทำโดย
นางสาว รัฐยา ชื่นสำโรง เลขทะเบียน 5001103069
เรื่อง โบรกเกอร์ AFET พร้อมให้บริการประมูลข้าวผ่าน AFET
ตามที่กระทรวงพาณิชย์จะนำสต็อกข้าวจากรัฐบาลมาทำการประมูลผ่าน AFET ในวันที่ 6 สิงหาคม 2552 โดยเป็นข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 จำนวน 300,000 ตัน ซึ่งขณะนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการโรงสีและผู้ส่งออกข้าวเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงที่ตลาดมีความต้องการข้าวหอมมะลิ ทั้งการบริโภคภายในและส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งสำนักงาน ก.ส.ล. เชื่อว่าจะช่วยให้ปริมาณการซื้อขายล่วงหน้าใน AFET มีสภาพคล่องมากขึ้น ปัจจุบันนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าทั้ง 6 รายได้เตรียมความพร้อมในการให้บริการในเรื่องดังกล่าวและสำนักงาน ก.ส.ล. ขอยืนยันว่าผู้ประกอบธุรกิจการซื้อขายล่วงหน้า ประเภทนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าทุกรายที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ยังสามารถเปิดให้บริการแก่ลูกค้าได้ตามปกติ โดยสำนักงาน ก.ส.ล.และ AFET ได้มีการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าทุกรายสามารถดำรงสภาพคล่องและปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดได้ จึงขอให้ทุกท่านที่เกี่ยวข้องมีความมั่นใจได้ว่า การซื้อขายล่วงหน้าใน AFET จะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ส.ล. ทั้งนี้สามารถตรวจสอบรายชื่อนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าได้ที่ www.aftc.or.th
ทีมา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ตามที่กระทรวงพาณิชย์จะนำสต็อกข้าวจากรัฐบาลมาทำการประมูลผ่าน AFET โดยเป็นข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 จำนวนกี่ตัน
2.งานประมูลข้าวครั้งนี้จัดขึ้นวันที่เท่าไหร่
3.สามารถตรวจสอบรายชื่อนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าได้ที่ www.อะไร
นางสาว รัฐยา ชื่นสำโรง เลขทะเบียน 5001103069
เรื่อง โบรกเกอร์ AFET พร้อมให้บริการประมูลข้าวผ่าน AFET
ตามที่กระทรวงพาณิชย์จะนำสต็อกข้าวจากรัฐบาลมาทำการประมูลผ่าน AFET ในวันที่ 6 สิงหาคม 2552 โดยเป็นข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 จำนวน 300,000 ตัน ซึ่งขณะนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการโรงสีและผู้ส่งออกข้าวเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงที่ตลาดมีความต้องการข้าวหอมมะลิ ทั้งการบริโภคภายในและส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งสำนักงาน ก.ส.ล. เชื่อว่าจะช่วยให้ปริมาณการซื้อขายล่วงหน้าใน AFET มีสภาพคล่องมากขึ้น ปัจจุบันนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าทั้ง 6 รายได้เตรียมความพร้อมในการให้บริการในเรื่องดังกล่าวและสำนักงาน ก.ส.ล. ขอยืนยันว่าผู้ประกอบธุรกิจการซื้อขายล่วงหน้า ประเภทนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าทุกรายที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ยังสามารถเปิดให้บริการแก่ลูกค้าได้ตามปกติ โดยสำนักงาน ก.ส.ล.และ AFET ได้มีการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าทุกรายสามารถดำรงสภาพคล่องและปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดได้ จึงขอให้ทุกท่านที่เกี่ยวข้องมีความมั่นใจได้ว่า การซื้อขายล่วงหน้าใน AFET จะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ส.ล. ทั้งนี้สามารถตรวจสอบรายชื่อนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าได้ที่ www.aftc.or.th
ทีมา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ตามที่กระทรวงพาณิชย์จะนำสต็อกข้าวจากรัฐบาลมาทำการประมูลผ่าน AFET โดยเป็นข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 จำนวนกี่ตัน
2.งานประมูลข้าวครั้งนี้จัดขึ้นวันที่เท่าไหร่
3.สามารถตรวจสอบรายชื่อนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าได้ที่ www.อะไร
จัดทำโดย
นางสาว ชลธิชา บุญเที่ยง เลขทะเบียน 5001103110
เรื่อง กรมส่งเสริมการส่งออก ผนึก ทรู ยกระดับตลาดการค้าไทย เสริมความรู้ สร้างรายได้ให้นักธุรกิจไทย เปิดตัว
กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ประกาศความร่วมมือกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมยกระดับตลาดสินค้าไทยสู่สายตาทั่วโลก เสริมความรู้ สร้างรายได้ให้นักธุรกิจไทย พร้อมเปิดตัวนวัตกรรม www.TrueWorldExpo.com ศูนย์รวมงาน เอ็กซ์โปแสดงสินค้าแบบเวอร์ชวล (Virtual) บนโลกออนไลน์ ที่เปิดให้ผู้ประกอบธุรกิจไทยนำเสนอสินค้าจัดแสดงได้ตลอด 365 วัน ด้วยรูปแบบที่ทันสมัย ปรับเปลี่ยนสินค้าได้ตามต้องการ ประเดิมโชว์ 2 งานแสดงเอ็กซ์โปยักษ์ใหญ่ประจำปีบนโลกไซเบอร์ ได้แก่ งานแสดงสินค้าแฟชั่น และงานแสดงสินค้าเครื่องหนัง (BIFF & BIL) และงานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน (BIG & BIH) เพิ่มความสะดวกให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศและในประเทศลงทะเบียนเข้าชมงาน และแจ้งความจำนงนัดหมายเยี่ยมชมบูธล่วงหน้า พร้อมเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบ การจัดแสดงสินค้าบนโลกไซเบอร์ เสริมภาพลักษณ์การส่งออกของไทย ทั้งมอบข้อเสนอพิเศษ คอนเวอร์เจนซ์กลุ่มทรู เพื่อสมาชิกกรมส่งเสริมการส่งออก มั่นใจกระตุ้นยอดส่งออกไทยเติบโต ยิ่งขึ้น
นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงโครงการ "กรมส่งเสริมการส่งออกร่วมกับทรู เสริมความรู้ สร้างรายได้ให้ธุรกิจไทย" ว่ากรมฯมีความยินดีที่ได้ร่วมมือ กับทรู ในฐานะผู้นำชีวิตคอนเวอร์เจนซ์ ไลฟ์สไตล์ มุ่งเพิ่มศักยภาพธุรกิจไทย ให้มีการพัฒนา เปิดตลาด การค้าผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) ซึ่งมีการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเสริมความรู้ สร้าง รายได้ ให้ธุรกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งใน การขยายช่องทาง และการพัฒนาตลาดใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ ทดแทนกำลังซื้อที่หายไปจากในช่วงปีที่ผ่านมาที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ ทั้งด้านการเงินของโลก รวมถึงโรคระบาดไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นต้น ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจโดยทั่วไป ซึ่งประเทศไทย ก็ได้รับผลกระทบทั่วถึงทั้งระบบ ทั้งภาคธุรกิจบริการ ภาคอุตสาหกรรมทั้งในประเทศ และการส่งออก โดยเฉพาะภาคธุรกิจการส่งออก ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 70 ของ GDP ของประเทศไทย
กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรง ต่อการมุ่งส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจการค้า การส่งออก มีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกในการให้บริการผู้ประกอบธุรกิจ ศึกษาหา ช่องทางตลาดใหม่ๆให้กับผู้ประกอบการ จึงมีดำริในการจัดโครงการดังกล่าว โดยเป็นไปตามนโยบายของ ฯพณฯ นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ ผู้ส่งออกไทย ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ เป็นทางเลือกใหม่ในการส่งออก เพื่อทดแทนปัญหา ภาคการส่งออก โดยเปิดกว้างให้กับผู้ประกอบการและผู้ส่งออกที่เป็นสมาชิกของกรมส่งเสริมการส่งออก (Export List) ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 10,000 ราย สมาชิกด้านการค้าเพื่อการส่งออก (Trade Mart) และ นักธุรกิจ หรือผู้ประกอบการใหม่ที่สนใจเกี่ยวกับการส่งออก เข้าร่วมฝึกอบรมและสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มพูนทักษะการดำเนินธุรกิจบนตลาดออนไลน์กับเว็บไซต์ weloveshopping.com พร้อมให้คำปรึกษา เชิงลึกแก่ผู้ส่งออกไทยทั่วประเทศ
นายอติรุฒม์ โตทวีแสนสุข กรรมการผู้จัดการ คอนเวอร์เจนซ์ กลุ่มบริษัททรู และกรรมการ ผู้จัดการ กลุ่มลูกค้าธุรกิจ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า กลุ่มทรูมุ่งมั่นคิดค้นพัฒนานวัตกรรม และโซลูชั่นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ทรูพร้อมนำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและด้านธุรกิจออนไลน์ สนับสนุนภาครัฐและผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมชาวไทย โดยร่วมกับกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์เปิดตัวนวัตกรรม www.TrueWorldExpo.com งานแสดงสินค้าแบบเวอร์ชวลบนโลกออนไลน์ เปิดให้นักธุรกิจนำเสนอสินค้าออกสู่สายตาทั่วโลก ตลอด 365 วัน ซึ่งมีการจัดแสดงสินค้าพร้อมๆ กัน ถึง 9 ฮอลล์บนโลกออนไลน์ ครอบคลุมทุกหมวดธุรกิจ ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการที่ สนใจร่วมออกบูธ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายการนำสินค้าไปจัดแสดงต่างประเทศ รวมไปจนถึงค่าตกแต่งบูธ และค่าจ้างพนักงานประจำบูธ และที่โดดเด่นที่สุดคือ มีฮอลล์แสดงสินค้างานเอ็กซ์โปชั้นนำทั้งระดับอาเซียน และระดับโลก ที่กรมส่งเสริมการส่งออกจัดขึ้นเป็นประจำมาจัดแสดง โดยนำร่องด้วย 2 งานยักษ์ใหญ่ ประจำปี ได้แก่ งานแสดงสินค้าแฟชั่น และงานแสดงสินค้าเครื่องหนัง (BIFF & BIL) ในวันที่ 13 -16 สิงหาคม 2552 และงานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน (BIG & BIH) ระหว่างวันที่ 13 -18 ตุลาคม 2552 โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศและในประเทศสามารถลงทะเบียนเข้าชมงาน ตลอดจนแจ้งความต้องการ รวมทั้งกำหนดการที่จะมาเยี่ยมชมบูธที่สนใจล่วงหน้า ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการสามารถทราบความต้องการและกำหนดข้อเสนอการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้หลังจากงานแสดงจริงสิ้นสุดลง ผู้ซื้อและเจ้าของสินค้ายังสามารถเจรจาการค้าได้ต่อเนื่องผ่านทางเว็บไซต์นี้อีกด้วย
“ทรู มั่นใจว่าการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเช่น TrueWorldExpo ร่วมเปิดตลาดศูนย์งานนิทรรศการออนไลน์ จะเป็นการพลิกโฉมหน้าครั้งยิ่งใหญ่ในการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้และในอนาคต ทั้งยังสามารถตอบโจทย์ ความต้องการของผู้ประกอบการและลูกค้าได้อย่างไร้ขีดจำกัด และสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีขยายตัวสูงถึง 30-35% หรือเป็นมูลค่า 500,000 ล้านบาท”
ที่มา www.google .com
คำถามท้ายเรื่อง
1.กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ประกาศความร่วมมือกับ บริษัทใดในการยกระดับตลาดสินค้าไทยสู่สายตาทั่วโลก
2.อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ คือใคร
3.ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ เป็นทางเลือกใหม่ในการส่งออก เพื่อทดแทนปัญหา ภาคการส่งออก โดยเปิดกว้างให้กับผู้ประกอบการและผู้ส่งออกที่เป็นสมาชิกของกรมส่งเสริมการส่งออก (Export List) ซึ่งปัจจุบันมี สมาชิกด้านการค้าเพื่อการส่งออกประมาณเท่าไหร่
นางสาว ชลธิชา บุญเที่ยง เลขทะเบียน 5001103110
เรื่อง กรมส่งเสริมการส่งออก ผนึก ทรู ยกระดับตลาดการค้าไทย เสริมความรู้ สร้างรายได้ให้นักธุรกิจไทย เปิดตัว
กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ประกาศความร่วมมือกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมยกระดับตลาดสินค้าไทยสู่สายตาทั่วโลก เสริมความรู้ สร้างรายได้ให้นักธุรกิจไทย พร้อมเปิดตัวนวัตกรรม www.TrueWorldExpo.com ศูนย์รวมงาน เอ็กซ์โปแสดงสินค้าแบบเวอร์ชวล (Virtual) บนโลกออนไลน์ ที่เปิดให้ผู้ประกอบธุรกิจไทยนำเสนอสินค้าจัดแสดงได้ตลอด 365 วัน ด้วยรูปแบบที่ทันสมัย ปรับเปลี่ยนสินค้าได้ตามต้องการ ประเดิมโชว์ 2 งานแสดงเอ็กซ์โปยักษ์ใหญ่ประจำปีบนโลกไซเบอร์ ได้แก่ งานแสดงสินค้าแฟชั่น และงานแสดงสินค้าเครื่องหนัง (BIFF & BIL) และงานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน (BIG & BIH) เพิ่มความสะดวกให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศและในประเทศลงทะเบียนเข้าชมงาน และแจ้งความจำนงนัดหมายเยี่ยมชมบูธล่วงหน้า พร้อมเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบ การจัดแสดงสินค้าบนโลกไซเบอร์ เสริมภาพลักษณ์การส่งออกของไทย ทั้งมอบข้อเสนอพิเศษ คอนเวอร์เจนซ์กลุ่มทรู เพื่อสมาชิกกรมส่งเสริมการส่งออก มั่นใจกระตุ้นยอดส่งออกไทยเติบโต ยิ่งขึ้น
นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงโครงการ "กรมส่งเสริมการส่งออกร่วมกับทรู เสริมความรู้ สร้างรายได้ให้ธุรกิจไทย" ว่ากรมฯมีความยินดีที่ได้ร่วมมือ กับทรู ในฐานะผู้นำชีวิตคอนเวอร์เจนซ์ ไลฟ์สไตล์ มุ่งเพิ่มศักยภาพธุรกิจไทย ให้มีการพัฒนา เปิดตลาด การค้าผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) ซึ่งมีการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเสริมความรู้ สร้าง รายได้ ให้ธุรกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งใน การขยายช่องทาง และการพัฒนาตลาดใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ ทดแทนกำลังซื้อที่หายไปจากในช่วงปีที่ผ่านมาที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ ทั้งด้านการเงินของโลก รวมถึงโรคระบาดไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นต้น ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจโดยทั่วไป ซึ่งประเทศไทย ก็ได้รับผลกระทบทั่วถึงทั้งระบบ ทั้งภาคธุรกิจบริการ ภาคอุตสาหกรรมทั้งในประเทศ และการส่งออก โดยเฉพาะภาคธุรกิจการส่งออก ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 70 ของ GDP ของประเทศไทย
กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรง ต่อการมุ่งส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจการค้า การส่งออก มีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกในการให้บริการผู้ประกอบธุรกิจ ศึกษาหา ช่องทางตลาดใหม่ๆให้กับผู้ประกอบการ จึงมีดำริในการจัดโครงการดังกล่าว โดยเป็นไปตามนโยบายของ ฯพณฯ นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ ผู้ส่งออกไทย ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ เป็นทางเลือกใหม่ในการส่งออก เพื่อทดแทนปัญหา ภาคการส่งออก โดยเปิดกว้างให้กับผู้ประกอบการและผู้ส่งออกที่เป็นสมาชิกของกรมส่งเสริมการส่งออก (Export List) ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 10,000 ราย สมาชิกด้านการค้าเพื่อการส่งออก (Trade Mart) และ นักธุรกิจ หรือผู้ประกอบการใหม่ที่สนใจเกี่ยวกับการส่งออก เข้าร่วมฝึกอบรมและสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มพูนทักษะการดำเนินธุรกิจบนตลาดออนไลน์กับเว็บไซต์ weloveshopping.com พร้อมให้คำปรึกษา เชิงลึกแก่ผู้ส่งออกไทยทั่วประเทศ
นายอติรุฒม์ โตทวีแสนสุข กรรมการผู้จัดการ คอนเวอร์เจนซ์ กลุ่มบริษัททรู และกรรมการ ผู้จัดการ กลุ่มลูกค้าธุรกิจ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า กลุ่มทรูมุ่งมั่นคิดค้นพัฒนานวัตกรรม และโซลูชั่นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ทรูพร้อมนำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและด้านธุรกิจออนไลน์ สนับสนุนภาครัฐและผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมชาวไทย โดยร่วมกับกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์เปิดตัวนวัตกรรม www.TrueWorldExpo.com งานแสดงสินค้าแบบเวอร์ชวลบนโลกออนไลน์ เปิดให้นักธุรกิจนำเสนอสินค้าออกสู่สายตาทั่วโลก ตลอด 365 วัน ซึ่งมีการจัดแสดงสินค้าพร้อมๆ กัน ถึง 9 ฮอลล์บนโลกออนไลน์ ครอบคลุมทุกหมวดธุรกิจ ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการที่ สนใจร่วมออกบูธ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายการนำสินค้าไปจัดแสดงต่างประเทศ รวมไปจนถึงค่าตกแต่งบูธ และค่าจ้างพนักงานประจำบูธ และที่โดดเด่นที่สุดคือ มีฮอลล์แสดงสินค้างานเอ็กซ์โปชั้นนำทั้งระดับอาเซียน และระดับโลก ที่กรมส่งเสริมการส่งออกจัดขึ้นเป็นประจำมาจัดแสดง โดยนำร่องด้วย 2 งานยักษ์ใหญ่ ประจำปี ได้แก่ งานแสดงสินค้าแฟชั่น และงานแสดงสินค้าเครื่องหนัง (BIFF & BIL) ในวันที่ 13 -16 สิงหาคม 2552 และงานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน (BIG & BIH) ระหว่างวันที่ 13 -18 ตุลาคม 2552 โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศและในประเทศสามารถลงทะเบียนเข้าชมงาน ตลอดจนแจ้งความต้องการ รวมทั้งกำหนดการที่จะมาเยี่ยมชมบูธที่สนใจล่วงหน้า ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการสามารถทราบความต้องการและกำหนดข้อเสนอการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้หลังจากงานแสดงจริงสิ้นสุดลง ผู้ซื้อและเจ้าของสินค้ายังสามารถเจรจาการค้าได้ต่อเนื่องผ่านทางเว็บไซต์นี้อีกด้วย
“ทรู มั่นใจว่าการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเช่น TrueWorldExpo ร่วมเปิดตลาดศูนย์งานนิทรรศการออนไลน์ จะเป็นการพลิกโฉมหน้าครั้งยิ่งใหญ่ในการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้และในอนาคต ทั้งยังสามารถตอบโจทย์ ความต้องการของผู้ประกอบการและลูกค้าได้อย่างไร้ขีดจำกัด และสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีขยายตัวสูงถึง 30-35% หรือเป็นมูลค่า 500,000 ล้านบาท”
ที่มา www.google .com
คำถามท้ายเรื่อง
1.กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ประกาศความร่วมมือกับ บริษัทใดในการยกระดับตลาดสินค้าไทยสู่สายตาทั่วโลก
2.อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ คือใคร
3.ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ เป็นทางเลือกใหม่ในการส่งออก เพื่อทดแทนปัญหา ภาคการส่งออก โดยเปิดกว้างให้กับผู้ประกอบการและผู้ส่งออกที่เป็นสมาชิกของกรมส่งเสริมการส่งออก (Export List) ซึ่งปัจจุบันมี สมาชิกด้านการค้าเพื่อการส่งออกประมาณเท่าไหร่
จัดทำโดย
นางสาว วรรณวิษา จิรพิชิตชัย เลขทะเบียน 5001103070
เรื่อง BOI เตรียมดึงกลุ่มทุนญี่ปุ่นลงทุนไทยเพิ่มจากมูลค่าลงทุนสูงสุดใน H1/52
นางอรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอจะจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างนักลงทุนไทย และนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งเดินทางมาจากเมืองโอซากา ประมาณ 20 บริษัท เพื่อมาศึกษาลู่ทางการลงทุน และศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นแหล่งรองรับการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ในวันที่ 25 สิงหาคม 2552 นี้ ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โดยบีโอไอ ได้มอบให้หน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม (BUILD) เป็นผู้ประสานงานความร่วมมือกับผู้ประกอบการไทย จำนวน 50 บริษัท ที่เป็นกลุ่มที่ได้ดำเนินกิจการประเภทเดียวกัน หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง กับนักธุรกิจญี่ปุ่นที่เดินทางมาครั้งนี้ คือ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการสร้างโอกาสเชื่อมโยงอุตสาหกรรม และขยายความร่วมมือในทางธุรกิจระหว่างนักธุรกิจไทยและญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในอนาคต “กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นกิจกรรมชักจูงการลงทุนที่สำคัญของไทยอีกครั้ง หลังจากที่การจัดสัมมนาและจับคู่ธุรกิจไทย-จีน ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีไปแล้ว โดยการเดินทางมาเมืองไทยของนักลงทุนญี่ปุ่นจะมีผู้ว่าราชการโอซากาเป็นผู้นำคณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสนใจ และความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนในไทย โดยคาดว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดความร่วมมือด้านการลงทุนร่วมกันระหว่างนักลงทุนไทยและนักธุรกิจญี่ปุ่นเพิ่มได้อีกมาก" นางอรรชกา กล่าว
ทั้งนี้กลุ่มนักธุรกิจญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด ทั้งจำนวนโครงการ และมูลค่าเงินลงทุน โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา (มกราคม-มิถุนายน 2552) แม้ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ยังมีโครงการลงทุนจากญี่ปุ่น ที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 107 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 20,747 ล้านบาท แม้จะมีจำนวนโครงการ ปรับลดลงจากช่วงเดียวกันปี 51 ประมาณ 34.7% และมูลค่าเงินลงทุนลดลง 30% แต่ยังนับว่ามีสัดส่วนความสนใจเข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ
โดยล่าสุด จากการสอบถามความคิดเห็นของนักลงทุนญี่ปุ่นต่อประเทศไทย ของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน ณ เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น พบว่า ขณะนี้เริ่มมีนักลงทุนญี่ปุ่นติดต่อสอบถามข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงต้นปีที่ผ่านมาที่มีจำนวนน้อยมาก
อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ บีโอไอ จะเร่งจัดกิจกรรมต่างๆ ผ่านการดำเนินงานของ สำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนที่มีอยู่ในเมือง โอซากา และโตเกียว เพื่อให้ข้อมูล ความรู้ ดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันจะเร่งให้ความช่วยเหลือนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วให้ได้รับความสะดวกสูงสุด ทั้งการปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุน การอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนเพิ่มขึ้น
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)ชื่อว่าอะไร
2.บีโอไอ ได้มอบหมายให้หน่วยงานใดเป็นผู้ประสานงาน
3.โครงการลงทุนจากญี่ปุ่น ที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้นมีกี่โครงการ
นางสาว วรรณวิษา จิรพิชิตชัย เลขทะเบียน 5001103070
เรื่อง BOI เตรียมดึงกลุ่มทุนญี่ปุ่นลงทุนไทยเพิ่มจากมูลค่าลงทุนสูงสุดใน H1/52
นางอรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอจะจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างนักลงทุนไทย และนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งเดินทางมาจากเมืองโอซากา ประมาณ 20 บริษัท เพื่อมาศึกษาลู่ทางการลงทุน และศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นแหล่งรองรับการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ในวันที่ 25 สิงหาคม 2552 นี้ ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โดยบีโอไอ ได้มอบให้หน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม (BUILD) เป็นผู้ประสานงานความร่วมมือกับผู้ประกอบการไทย จำนวน 50 บริษัท ที่เป็นกลุ่มที่ได้ดำเนินกิจการประเภทเดียวกัน หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง กับนักธุรกิจญี่ปุ่นที่เดินทางมาครั้งนี้ คือ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการสร้างโอกาสเชื่อมโยงอุตสาหกรรม และขยายความร่วมมือในทางธุรกิจระหว่างนักธุรกิจไทยและญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในอนาคต “กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นกิจกรรมชักจูงการลงทุนที่สำคัญของไทยอีกครั้ง หลังจากที่การจัดสัมมนาและจับคู่ธุรกิจไทย-จีน ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีไปแล้ว โดยการเดินทางมาเมืองไทยของนักลงทุนญี่ปุ่นจะมีผู้ว่าราชการโอซากาเป็นผู้นำคณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสนใจ และความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนในไทย โดยคาดว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดความร่วมมือด้านการลงทุนร่วมกันระหว่างนักลงทุนไทยและนักธุรกิจญี่ปุ่นเพิ่มได้อีกมาก" นางอรรชกา กล่าว
ทั้งนี้กลุ่มนักธุรกิจญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด ทั้งจำนวนโครงการ และมูลค่าเงินลงทุน โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา (มกราคม-มิถุนายน 2552) แม้ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ยังมีโครงการลงทุนจากญี่ปุ่น ที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 107 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 20,747 ล้านบาท แม้จะมีจำนวนโครงการ ปรับลดลงจากช่วงเดียวกันปี 51 ประมาณ 34.7% และมูลค่าเงินลงทุนลดลง 30% แต่ยังนับว่ามีสัดส่วนความสนใจเข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ
โดยล่าสุด จากการสอบถามความคิดเห็นของนักลงทุนญี่ปุ่นต่อประเทศไทย ของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน ณ เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น พบว่า ขณะนี้เริ่มมีนักลงทุนญี่ปุ่นติดต่อสอบถามข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงต้นปีที่ผ่านมาที่มีจำนวนน้อยมาก
อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ บีโอไอ จะเร่งจัดกิจกรรมต่างๆ ผ่านการดำเนินงานของ สำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนที่มีอยู่ในเมือง โอซากา และโตเกียว เพื่อให้ข้อมูล ความรู้ ดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันจะเร่งให้ความช่วยเหลือนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วให้ได้รับความสะดวกสูงสุด ทั้งการปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุน การอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนเพิ่มขึ้น
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)ชื่อว่าอะไร
2.บีโอไอ ได้มอบหมายให้หน่วยงานใดเป็นผู้ประสานงาน
3.โครงการลงทุนจากญี่ปุ่น ที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้นมีกี่โครงการ
จัดทำโดย
นางสาว วริษา แย้มลังกา เลขทะเบียน 5001103078
เรื่อง ตราสารหนี้
ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ตราสารหนี้ภาครัฐและตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยตราสารหนี้ภาครัฐ ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณร้อยละ 85 ของตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทย
ตราสารหนี้ภาครัฐ
1. พันธบัตรรัฐบาล
พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีทั้งหมดสามประเภท ได้แก่ พันธบัตรเพื่อการลงทุน พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม และพันธบัตรออมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาไม่มีการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนอีก พันธบัตรในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรเพื่อการกู้ยืม ซึ่งออกมาเพื่อแก้ไขภาวะขาดดุลงบประมาณการเงิน ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์นั้นเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง
2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE)
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่จะได้รับการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง
ผลตอบแทนของพันธบัตรจะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของตลาดเงินในขณะนั้น ระดับความเสี่ยง และระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน โดยปกติ พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรุ่นที่มีอายุคงเหลือสั้น และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันจะมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและพันธบัตรรัฐบาล
ตราสารหนี้ภาคเอกชน
การออกหุ้นกู้ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมกันมาก และมักจะขายหมดภายในเวลาไม่กี่วัน เนื่องจากผู้ที่กู้เงินผ่านตลาดซื้อขายตราสารหนี้ คือบริษัท มิใช่ธนาคาร ดังนั้น ความมั่นคงของเงินกู้จำนวนนั้นจึงขึ้นอยู่กับความมั่งคงของบริษัท โดยไม่มีการประกันทั้งจากธนาคารและรัฐบาล ดังนั้น นักลงทุนจะพบว่าหุ้นกู้มีข้อได้เปรียบพันธบัตรรัฐบาลตรงที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนขั้นต่ำสุดในหุ้นกู้สำหรับนักลงทุนที่เป็นบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเสนอขายแก่ประชาชน (Public Offering - P/O) หรือเป็นการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement - P/P) หุ้นกู้ที่เสนอขายแก่ประชาชน ท่านสามารถซื้อได้ตั้งแต่หนึ่งหน่วยขึ้นไป (โดยราคาที่ตราต่อหน่วยอาจเป็น 1,000 บาท 10,000 บาท หรือขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ออกหุ้นกู้) ส่วนการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด ต้องซื้อขั้นต่ำ 10 ล้านบาท หรือ 10,000 หน่วย บริษัทต่าง ๆ เริ่มออกตราสารหนี้ในปี 2535 หลังจากมีการตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้การออกหุ้นกู้ทำได้ง่ายขึ้น
ประเภทของตราสารหนี้ที่ออกจำหน่าย
เงื่อนไขในการออกหุ้นกู้มีหลายลักษณะ เช่น แบบดอกเบี้ยคงที่ (Straight Fixed) แบบอัตราลอยตัว (FRN) แบบทยอยคืนเงินต้น (Amortizing) และแบบแปลงสภาพได้ (Convertible) สำหรับการเสนอขายในตลาดนั้น ผู้ออกสามารถทำได้ด้วยการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปหรือเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด โดยผู้ออกตราสารหนี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ กลต. และต้องได้รับการอนุมัติจาก กลต. ก่อนทำการเสนอขาย ส่วนการออกจำหน่ายโดยเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงนั้นจะทำได้โดยตรง โดยสามารถขายให้กับนักลงทุนได้ไม่เกิน 35 คน หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสถาบันตามที่ กลต. กำหนดไว้ 17 ประเภท
การเสนอขายหุ้นกู้นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออก ยกเว้นกรณีการออกหุ้นกู้ในจำนวนไม่เกิน 100 ล้านบาท หรือการออกตราสารหนี้ที่จำกัดนักลงทุนจำนวนไม่เกิน 10 คน ไม่จำเป็นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หากท่านต้องการลงทุนในตราสารหนี้ ควรจะถามตัวเองก่อนว่า "พร้อมที่จะรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน?" ถ้าคำตอบคือน้อยมาก ท่านควรที่จะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แต่หากท่านพร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า การลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ก็ย่อมเหมาะสมกว่า
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ตราสารหนี้มีกี่ประเภท มีอะไรบ้าง
2.การออกหุ้นกู้ จากตราสารหนี้ประเภทใดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
3.การออกจำหน่ายโดยเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงนั้นจะทำได้โดยตรง โดยสามารถขายให้กับนักลงทุนได้ไม่เกินกี่คน
นางสาว วริษา แย้มลังกา เลขทะเบียน 5001103078
เรื่อง ตราสารหนี้
ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ตราสารหนี้ภาครัฐและตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยตราสารหนี้ภาครัฐ ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณร้อยละ 85 ของตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทย
ตราสารหนี้ภาครัฐ
1. พันธบัตรรัฐบาล
พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีทั้งหมดสามประเภท ได้แก่ พันธบัตรเพื่อการลงทุน พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม และพันธบัตรออมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาไม่มีการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนอีก พันธบัตรในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรเพื่อการกู้ยืม ซึ่งออกมาเพื่อแก้ไขภาวะขาดดุลงบประมาณการเงิน ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์นั้นเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง
2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE)
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่จะได้รับการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง
ผลตอบแทนของพันธบัตรจะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของตลาดเงินในขณะนั้น ระดับความเสี่ยง และระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน โดยปกติ พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรุ่นที่มีอายุคงเหลือสั้น และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันจะมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและพันธบัตรรัฐบาล
ตราสารหนี้ภาคเอกชน
การออกหุ้นกู้ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมกันมาก และมักจะขายหมดภายในเวลาไม่กี่วัน เนื่องจากผู้ที่กู้เงินผ่านตลาดซื้อขายตราสารหนี้ คือบริษัท มิใช่ธนาคาร ดังนั้น ความมั่นคงของเงินกู้จำนวนนั้นจึงขึ้นอยู่กับความมั่งคงของบริษัท โดยไม่มีการประกันทั้งจากธนาคารและรัฐบาล ดังนั้น นักลงทุนจะพบว่าหุ้นกู้มีข้อได้เปรียบพันธบัตรรัฐบาลตรงที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนขั้นต่ำสุดในหุ้นกู้สำหรับนักลงทุนที่เป็นบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเสนอขายแก่ประชาชน (Public Offering - P/O) หรือเป็นการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement - P/P) หุ้นกู้ที่เสนอขายแก่ประชาชน ท่านสามารถซื้อได้ตั้งแต่หนึ่งหน่วยขึ้นไป (โดยราคาที่ตราต่อหน่วยอาจเป็น 1,000 บาท 10,000 บาท หรือขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ออกหุ้นกู้) ส่วนการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด ต้องซื้อขั้นต่ำ 10 ล้านบาท หรือ 10,000 หน่วย บริษัทต่าง ๆ เริ่มออกตราสารหนี้ในปี 2535 หลังจากมีการตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้การออกหุ้นกู้ทำได้ง่ายขึ้น
ประเภทของตราสารหนี้ที่ออกจำหน่าย
เงื่อนไขในการออกหุ้นกู้มีหลายลักษณะ เช่น แบบดอกเบี้ยคงที่ (Straight Fixed) แบบอัตราลอยตัว (FRN) แบบทยอยคืนเงินต้น (Amortizing) และแบบแปลงสภาพได้ (Convertible) สำหรับการเสนอขายในตลาดนั้น ผู้ออกสามารถทำได้ด้วยการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปหรือเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด โดยผู้ออกตราสารหนี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ กลต. และต้องได้รับการอนุมัติจาก กลต. ก่อนทำการเสนอขาย ส่วนการออกจำหน่ายโดยเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงนั้นจะทำได้โดยตรง โดยสามารถขายให้กับนักลงทุนได้ไม่เกิน 35 คน หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสถาบันตามที่ กลต. กำหนดไว้ 17 ประเภท
การเสนอขายหุ้นกู้นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออก ยกเว้นกรณีการออกหุ้นกู้ในจำนวนไม่เกิน 100 ล้านบาท หรือการออกตราสารหนี้ที่จำกัดนักลงทุนจำนวนไม่เกิน 10 คน ไม่จำเป็นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หากท่านต้องการลงทุนในตราสารหนี้ ควรจะถามตัวเองก่อนว่า "พร้อมที่จะรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน?" ถ้าคำตอบคือน้อยมาก ท่านควรที่จะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แต่หากท่านพร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า การลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ก็ย่อมเหมาะสมกว่า
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ตราสารหนี้มีกี่ประเภท มีอะไรบ้าง
2.การออกหุ้นกู้ จากตราสารหนี้ประเภทใดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
3.การออกจำหน่ายโดยเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงนั้นจะทำได้โดยตรง โดยสามารถขายให้กับนักลงทุนได้ไม่เกินกี่คน
วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
จัดทำโดย
นาย ผณินทร ประเสริฐศรี เลขทะเบียน 5001103083
เรื่อง ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ด้านการลงทุน
ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement:TAFTA ):ในด้านการลงทุน(Investment)
ประเทศคู่ภาคีต้องให้การปฏิบัติต่อการลงทุนทุกประเภท และนักลงทุนของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งไม่ด้อยไปกว่าที่ภาคีนั้นปฏิบัติต่อการลงทุนในอาณาเขตของประเทศตน โดยจะค่อยๆเจรจาเปิดเสรีในธุรกิจที่มีความพร้อมทุกๆ3ปี
ออสเตรเลีย ให้หลักประกันว่าคนไทยสามารถเข้าไปลงทุนในธุรกิจทุกประเภทได้ 100% ยกเว้น หนังสือพิมพ์ การกระจายเสียง การขนส่งทางอากาศ อย่างไรก็ตาม หากเป็นการลงทุนที่มีขนาดเกิน 10 ล้านเหรียญออสเตรเลีย จะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาการลงทุนของต่างชาติ(Foreign Investment Review Board-FIRB)ก่อน
ไทย เปิดให้ออสเตรเลียเข้ามาลงทุนในธุรกิจซึ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนสูง และรัฐมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน โดยให้ชาวออสเตรเลียถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 60 และกำหนดขนาดของพื้นที่ และเงินลงทุนขั้นต่ำไว้เป็นเงื่อนไขด้วย เช่น ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ หอประชุม การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค สถาบันอุดมศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงแรมขนาดใหญ่ อุทยานสัตว์น้ำมารีน่า และเหมืองแร่
การเคลื่อนย้ายทุน
เมื่อได้รับคำร้องขอโดยผู้ลงทุนของภาคีอีกฝ่าย ภาคีแต่ละฝ่ายจะยอมให้เงินทุนทั้งปวงของผู้ลงทุนที่เกี่ยวกับการลงทุนในอาณาเขตของตนสามารถโอนได้โดยเสรี และปราศจากความล่าช้าในสกุลเงินตราที่ใช้ได้โดยเสรีเข้ามา และออกจากอาณาเขตของตน โดยเงินทุนนั้นให้รวมถึง ทุนขั้นต่ำ ผลตอบแทนต่างๆเงินที่ได้รับจากการขาย หรือการขายบางส่วน หรือการเลิกลงทุน การชำระเงินคืนการชำระความสูญเสียที่ได้อ้างถึงไว้ และรายได้และค่าตอบแทนของบุคคลที่ได้รับจากต่างประเทศที่เกี่ยวพันกับการลงทุนนั้น
ในเรื่องการโอนเงินจะต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนตลาดที่มีอยู่ ในวันที่ทำการโอน ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายของภาคีซึ่งรับการลงทุนประเทศภาคีอาจห้ามการโอนด้วยการใช้กฎหมายของตนอย่างเที่ยงธรรมไม่เลือกปฏิบัติ และซื่อสัตย์ในเรื่องที่เกี่ยวกับภาวะล้มละลาย การล้มละลาย หรือการป้องกันสิทธิของเจ้าหนี้ หรือประกันความพอใจของคำตัดสินในกระบวนทางศาล
การริบทรัพย์และการจ่ายเงินชดเชย
ภาคีทั้งสองฝ่ายไม่สามารถโอนกิจการนักลงทุนมาเป็นของรัฐ ริบทรัพย์ หรือวางมาตรการที่มีผลกระทบเทียบเท่ากับการโอนเป็นของรัฐหรือการริบทรัพย์การลงทุนของอีกฝ่ายหนึ่ง ยกเว้นว่าจะเป็นการทำเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือเป็นการดำเนินการตามกฎหมายภายใต้หลักการไม่เลือกปฏิบัติ และต้องชดเชยโดยทันที อย่างเพียงพอ และมีประสิทธิผล ค่าชดเชยดังกล่าวจะคำนวณบนพื้นฐานของมูลค่าตลาดของการลงทุนโดยทันทีก่อนการเวณคืน หรือหลังการเวณคืนที่จะเกิดขึ้นและจะต้องเป็นที่ทราบของสาธารณะ หากไม่สามารถหามูลค่าที่แน่นอนได้จะกำหนดค่าชดเชยตามหลักการประเมินมูลค่า และหลักความเที่ยงธรรมซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วไปตามความเหมาะสม ค่าชดเชยนั้นๆจะต้องชำระโดยไม่ล่าช้า และให้รวมถึงดอกเบี้ยในอัตราที่เหมาะสมในเชิงพาณิชย์และสามารถโอนได้โดยเสรีระหว่างอาณาเขตของคู่ภาคีในสกุลเงินตราที่ใช้ได้โดยเสรี
กระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับนักลงทุน
ในกรณีที่มีการลงทุนระหว่างรัฐ และนักลงทุนของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งที่เกี่ยวกับการลงทุนทั้งปวง จะต้องมีการปรึกษาหารือระหว่างคู่ภาคี โดยปรารถนาที่จะระงับกรณีพิพาทอย่างฉันมิตร หากข้อพิพาทดังกล่าวไม่สามารถระงับได้ด้วยการปรึกษาหารือ และการเจรจา ข้อพิพาทดังกล่าวผู้ลงทุนอาจ
(a) เริ่มขึ้นที่หน่วยงานด้านศาลหรือบริหารที่มีอำนาจ โดยเป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบของภาคีที่รับการลงทุนหรือ
(b) ระงับโดยอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นภายใต้กฎเกณฑ์ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ(UNCITRAL)
ในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทการลงทุน ไม่ว่าในขั้นตอนใดๆ ของการไกล่เกลี่ยหรือการตัดสินโดยอนุญาติตุลาการ หรือการรับรองคำตัดสิน ภาคีจะไม่อ้างสิทธิ์ว่าผู้ลงทุนได้รับหรือจะได้รับซึ่งประโยชน์จากการประกัน หรือสัญญาประกัน การชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าทดแทนอื่นๆ สำหรับความเสียหายที่กล่าวถึงทั้งปวงหรือเพียงบางส่วน สำหรับกรณีที่มีข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีตามบทนี้ คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ ที่ตั้งขึ้นภายใต้ข้อนี้ จะอยู่บนพื้นฐานของข้อบทของความตกลงที่มีอยู่ รวมถึงกฎที่ใช้ในกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศ โดยคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ จะถือเป็นการสิ้นสุด และผูกพันภาคีให้ปฏิบัติตามคำตัดสิน
ตลอดระยะเวลา 2 ปี นับแต่ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย เริ่มมีผลบังคับใช้(มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2548)จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจผ่านการขยายตัวทางการค้าตามที่รัฐบาลคาดไว้จริง แต่ในระยะยาวแล้ว ผลได้ดังกล่าวจะมีทิศทางเป็นอย่างไร ยังไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ นอกจากนี้ผลกระทบต่อประเทศไทยในด้านอื่นๆ นอกเหนือจากด้านเศรษฐกิจ เช่นผลกระทบทางสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ยังไม่สามารถสรุปได้โดยแน่นอนในระยะสั้น ย่อมต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ผลกระทบจากการจัดทำความตกลงการค้าเสรีดังกล่าวจะมีมากน้อยเพียงใด
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1. การจัดทำการตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลียมีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร
2. ออสเตรเลียให้หลักประกันให้คนไทยเข้าไปลงทุนในธุรกิจทุกประเภทยกเว้นอะไร
3. การตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่
นาย ผณินทร ประเสริฐศรี เลขทะเบียน 5001103083
เรื่อง ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ด้านการลงทุน
ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement:TAFTA ):ในด้านการลงทุน(Investment)
ประเทศคู่ภาคีต้องให้การปฏิบัติต่อการลงทุนทุกประเภท และนักลงทุนของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งไม่ด้อยไปกว่าที่ภาคีนั้นปฏิบัติต่อการลงทุนในอาณาเขตของประเทศตน โดยจะค่อยๆเจรจาเปิดเสรีในธุรกิจที่มีความพร้อมทุกๆ3ปี
ออสเตรเลีย ให้หลักประกันว่าคนไทยสามารถเข้าไปลงทุนในธุรกิจทุกประเภทได้ 100% ยกเว้น หนังสือพิมพ์ การกระจายเสียง การขนส่งทางอากาศ อย่างไรก็ตาม หากเป็นการลงทุนที่มีขนาดเกิน 10 ล้านเหรียญออสเตรเลีย จะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาการลงทุนของต่างชาติ(Foreign Investment Review Board-FIRB)ก่อน
ไทย เปิดให้ออสเตรเลียเข้ามาลงทุนในธุรกิจซึ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนสูง และรัฐมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน โดยให้ชาวออสเตรเลียถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 60 และกำหนดขนาดของพื้นที่ และเงินลงทุนขั้นต่ำไว้เป็นเงื่อนไขด้วย เช่น ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ หอประชุม การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค สถาบันอุดมศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงแรมขนาดใหญ่ อุทยานสัตว์น้ำมารีน่า และเหมืองแร่
การเคลื่อนย้ายทุน
เมื่อได้รับคำร้องขอโดยผู้ลงทุนของภาคีอีกฝ่าย ภาคีแต่ละฝ่ายจะยอมให้เงินทุนทั้งปวงของผู้ลงทุนที่เกี่ยวกับการลงทุนในอาณาเขตของตนสามารถโอนได้โดยเสรี และปราศจากความล่าช้าในสกุลเงินตราที่ใช้ได้โดยเสรีเข้ามา และออกจากอาณาเขตของตน โดยเงินทุนนั้นให้รวมถึง ทุนขั้นต่ำ ผลตอบแทนต่างๆเงินที่ได้รับจากการขาย หรือการขายบางส่วน หรือการเลิกลงทุน การชำระเงินคืนการชำระความสูญเสียที่ได้อ้างถึงไว้ และรายได้และค่าตอบแทนของบุคคลที่ได้รับจากต่างประเทศที่เกี่ยวพันกับการลงทุนนั้น
ในเรื่องการโอนเงินจะต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนตลาดที่มีอยู่ ในวันที่ทำการโอน ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายของภาคีซึ่งรับการลงทุนประเทศภาคีอาจห้ามการโอนด้วยการใช้กฎหมายของตนอย่างเที่ยงธรรมไม่เลือกปฏิบัติ และซื่อสัตย์ในเรื่องที่เกี่ยวกับภาวะล้มละลาย การล้มละลาย หรือการป้องกันสิทธิของเจ้าหนี้ หรือประกันความพอใจของคำตัดสินในกระบวนทางศาล
การริบทรัพย์และการจ่ายเงินชดเชย
ภาคีทั้งสองฝ่ายไม่สามารถโอนกิจการนักลงทุนมาเป็นของรัฐ ริบทรัพย์ หรือวางมาตรการที่มีผลกระทบเทียบเท่ากับการโอนเป็นของรัฐหรือการริบทรัพย์การลงทุนของอีกฝ่ายหนึ่ง ยกเว้นว่าจะเป็นการทำเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือเป็นการดำเนินการตามกฎหมายภายใต้หลักการไม่เลือกปฏิบัติ และต้องชดเชยโดยทันที อย่างเพียงพอ และมีประสิทธิผล ค่าชดเชยดังกล่าวจะคำนวณบนพื้นฐานของมูลค่าตลาดของการลงทุนโดยทันทีก่อนการเวณคืน หรือหลังการเวณคืนที่จะเกิดขึ้นและจะต้องเป็นที่ทราบของสาธารณะ หากไม่สามารถหามูลค่าที่แน่นอนได้จะกำหนดค่าชดเชยตามหลักการประเมินมูลค่า และหลักความเที่ยงธรรมซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วไปตามความเหมาะสม ค่าชดเชยนั้นๆจะต้องชำระโดยไม่ล่าช้า และให้รวมถึงดอกเบี้ยในอัตราที่เหมาะสมในเชิงพาณิชย์และสามารถโอนได้โดยเสรีระหว่างอาณาเขตของคู่ภาคีในสกุลเงินตราที่ใช้ได้โดยเสรี
กระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับนักลงทุน
ในกรณีที่มีการลงทุนระหว่างรัฐ และนักลงทุนของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งที่เกี่ยวกับการลงทุนทั้งปวง จะต้องมีการปรึกษาหารือระหว่างคู่ภาคี โดยปรารถนาที่จะระงับกรณีพิพาทอย่างฉันมิตร หากข้อพิพาทดังกล่าวไม่สามารถระงับได้ด้วยการปรึกษาหารือ และการเจรจา ข้อพิพาทดังกล่าวผู้ลงทุนอาจ
(a) เริ่มขึ้นที่หน่วยงานด้านศาลหรือบริหารที่มีอำนาจ โดยเป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบของภาคีที่รับการลงทุนหรือ
(b) ระงับโดยอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นภายใต้กฎเกณฑ์ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ(UNCITRAL)
ในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทการลงทุน ไม่ว่าในขั้นตอนใดๆ ของการไกล่เกลี่ยหรือการตัดสินโดยอนุญาติตุลาการ หรือการรับรองคำตัดสิน ภาคีจะไม่อ้างสิทธิ์ว่าผู้ลงทุนได้รับหรือจะได้รับซึ่งประโยชน์จากการประกัน หรือสัญญาประกัน การชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าทดแทนอื่นๆ สำหรับความเสียหายที่กล่าวถึงทั้งปวงหรือเพียงบางส่วน สำหรับกรณีที่มีข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีตามบทนี้ คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ ที่ตั้งขึ้นภายใต้ข้อนี้ จะอยู่บนพื้นฐานของข้อบทของความตกลงที่มีอยู่ รวมถึงกฎที่ใช้ในกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศ โดยคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ จะถือเป็นการสิ้นสุด และผูกพันภาคีให้ปฏิบัติตามคำตัดสิน
ตลอดระยะเวลา 2 ปี นับแต่ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย เริ่มมีผลบังคับใช้(มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2548)จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจผ่านการขยายตัวทางการค้าตามที่รัฐบาลคาดไว้จริง แต่ในระยะยาวแล้ว ผลได้ดังกล่าวจะมีทิศทางเป็นอย่างไร ยังไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ นอกจากนี้ผลกระทบต่อประเทศไทยในด้านอื่นๆ นอกเหนือจากด้านเศรษฐกิจ เช่นผลกระทบทางสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ยังไม่สามารถสรุปได้โดยแน่นอนในระยะสั้น ย่อมต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ผลกระทบจากการจัดทำความตกลงการค้าเสรีดังกล่าวจะมีมากน้อยเพียงใด
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1. การจัดทำการตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลียมีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร
2. ออสเตรเลียให้หลักประกันให้คนไทยเข้าไปลงทุนในธุรกิจทุกประเภทยกเว้นอะไร
3. การตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่
จัดทำโดย
นางสาว รัฐยา ชื่นสำโรง เลขทะเบียน 5001103069
เรื่อง สังคมเปลี่ยนไป SMEs จะปรับตัวอย่างไร
ภาครัฐของไต้หวันได้ให้ข้อแนะนำแก่ผู้ประกอบการ SMEs ของเขาในการปรับตัวในสถานการณ์ที่โครงสร้างของสังคมได้ปรับเปลี่ยนไป ซึ่งได้รายงานเอาไว้ในรายงานสถานการณ์ SMEs ปี 2007 เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการของบ้านเราเช่นกัน เพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปนั้นเกิดขึ้นในประเทศคู่ค้าสำคัญของบ้านเราทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา เป็นต้น จึงขอนำมาเล่าต่อ ว่าเขาแนะนำอะไรไว้บ้าง
รายงานที่จะนำมาพูดถึงครั้งนี้ชื่อว่า “SMEs in the M-shaped Society” เป็นการศึกษาปัจจัยสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างของสังคมที่ปรับเปลี่ยนไป ที่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไต้หวัน และยังได้ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยภายนอกที่บีบรัดเข้ามาร่วมด้วยอีกหลายกรณี อาทิ การตีบตันของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องมาจาก จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นมากในราวกลางศตวรรษที่ 21 นี้ ซึ่งจะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติขาดแคลนรุนแรงยิ่งขึ้น และอีกเรื่องหนึ่งคือ ปัญหา “คลื่นลูกที่สาม” หรือเศรษฐกิจองค์ความรู้ ที่ต้องพึ่งพาการวิจัยและพัฒนา เพื่อค้นหานวัตกรรมใหม่ ๆ มาสร้างศักยภาพการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์
“M-shaped Society” หมายถึง โครงสร้างสังคมเมืองสมัยใหม่ ที่คนมีรายได้ระดับกลางเริ่มลดน้อยถอยลงมาก ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้อำนาจการซื้อของผู้คนตกต่ำลง จำนวนประชากรวัยทำงานลดลง จำนวนผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น ช่องว่างทางสังคมระหว่างคนรวยกับคนจนยิ่งห่างกันมากขึ้น ทำให้เกิดตลาดขึ้นมาสองด้าน คือ ด้านผู้มีรายได้น้อย กับด้านของผู้มีรายได้สูง
การศึกษาโครงสร้างใหม่ของสังคมนี้ เริ่มขึ้นโดยนักยุทธศาสตร์ทางธุรกิจชาวญี่ปุ่นชื่อ Mr.Kenichi Ohmae ภาครัฐของไต้หวันได้นำมาเป็นแบบในการศึกษาสภาพสังคมของไต้หวัน ซึ่งพบว่า สังคมไต้หวันก็ก้าวเข้าสู่สภาพ M-shape Society แล้วเช่นกัน และสภาพสังคมดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
จากการศึกษายังพบว่า ผู้คนในไต้หวันนอกจากมีความเป็นอยู่ฝืดเคืองแล้ว ยังทำให้คนส่วนใหญ่ยากจนลง การจ้างงานเลวร้ายลงเรื่อย ๆ ปัจจุบัน สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะจ้างผู้เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยทำงานเป็นค่าจ้างรายชั่วโมง คนงานอื่น ๆ มีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยต่อไป เงินโบนัสก็หายากมากขึ้น เพราะเจ้าของกิจการต้องพยายามลดต้นทุนทุกอย่างที่พอจะทำได้ เนื่องจาก ต้นทุนในการผลิตสินค้าในไต้หวันสูงขึ้นมาก จากการรวบรวมข้อมูลของนิตยสาร Commonwealth พบว่า ผลการประกอบการของโรงงานขนาดใหญ่ในไต้หวันใน 10 ปีที่ผ่านมา มียอดขายเพิ่มขึ้นจริง แต่ผลกำไรกลับไม่เพิ่มตาม บางปีกลับตกต่ำลงกว่าเดิมก็มี ทั้งนี้เพราะต้นทุนในการประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในรายงานได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ SMEs ว่าจะสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้หรือไม่ ในสถานการณ์สังคมใหม่นี้ โดยได้แนะนำ การวางยุทธศาสตร์ทางการตลาดในสังคม M-shaped เอาไว้หลายประการด้วยกัน ลองติดตามศึกษากันดูก็แล้วกัน เพื่อจะเป็นแนวทางในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป สำหรับผู้ประกอบการในบ้านเรา
ประการแรก เขาเตือนเอาไว้ว่า เรามีโลกอยู่เพียงใบเดียวนี้เท่านั้น ฉะนั้น การใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติสมควรทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ด้วยสภาพจำกัดดังกล่าว ผู้ประกอบการ SMEs จะถูกกดดันให้ปรับปรุงขบวนการผลิตให้ประหยัดพลังงานมากที่สุด และสร้างผลผลิตที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนยุทธศาสตร์การตลาดนั้นต้อง มุ่งไปสู่ลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก เพราะพวกนี้นับวันแต่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นและจะเป็นศูนย์กลางการกำหนดความต้องการสินค้าในตลาด
ส่วนคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์นั้น นอกจากราคาไม่แพงแล้ว ยังต้องสร้างความรู้สึกให้กับผู้บริโภคว่า สินค้าของเราเป็นสินค้ามีระดับ มีความหรูหราสมราคา แต่จะมีอายุการใช้งานสั้นลงกว่าเดิมก็ไม่เป็นไร หากทำได้เช่นนี้ก็จะพบกับความสำเร็จได้
ประการที่สอง เป็นการวางยุทธศาสตร์ในตลาดผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีด้วยกัน ดังต่อไปนี้
1. เพิ่มมูลค่าเพิ่มในสินค้าแต่รักษาราคาให้ต่ำไว้ (Grow Value-added while Keeping Prices Low) ผู้ประกอบการสามารถใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมาสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความรู้สึกที่ดีกับผู้บริโภค
2. สร้างสินค้าที่มีสมรรถภาพการใช้งานได้ดี จะดีกว่าสินค้าที่ใช้ได้ทนนาน (Practicality Rather than Durability) สร้างความดึงดูดใจสำหรับผู้มีรายได้น้อย ควรเพิ่มอรรถประโยชน์และฟังก์ชั่นการใช้งานในสินค้าให้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้สินค้ามีคุณภาพสมเหตุสมผลมากขึ้น
3. เพิ่มช่องทางในการกระจายสินค้ให้มากขึ้น เพื่อสร้างความสะดวกในการซื้อหาของผู้บริโภค
4. สร้างประสิทธิภาพในการใช้สอยให้กับสินค้า ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ (Making Effective Use of Information Technology)
ประการที่สาม ประชาคมโลกจะมีความรู้สึกร่วมในการพิทักษ์ปกป้องโลกจากการล่มสลาย กรณีปัญหาทรัพยากรธรรมชาติกำลังลดน้อยถอยลง พวกเขาจะรู้สึกภาคภูมิใจหากสามารถใช้สอยข้าวของที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ฉะนั้น ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องเข้าใจความรู้สึกร่วมนี้ของลูกค้า และพยายามผลิตสินค้าออกมาแล้วให้ความรู้สึกว่าเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมให้มากที่สุด และอยู่ในความประหยัดในการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ
ประการที่สี่ ผู้ประกอบการและผู้บริหาร SMEs จะต้องยอมรับว่าสภาพทางธุรกิจในโลกปัจจุบันมีความพลิกผันและมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในศตวรรษที่ 21 นี้ ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างนวัตกรรม จะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา การป้องกันประเทศ โครงสร้างประชากร และวัฒนธรรม เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้พฤติกรรมและนิสัยใจคอของผู้บริโภคปรับเปลี่ยนไปด้วย ฉะนั้น บริษัทที่จะประสบความสำเร็จได้จะต้องมุ่งเป้าสู่การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถือเป็นความท้าทายต่อความสามารถในการบริหารธุรกิจทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อม ซึ่งอาจจะนำไปสู่ทั้งโอกาสและวิกฤติได้พอ ๆ กัน
ประการที่ห้า ต้องรักษาคุณภาพสินค้าให้เหมือนเดิมเอาไว้เสมอ ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และพึงคิดเสมอว่าจะต้องยืนอยู่บนขาของตนเองให้ได้ก่อน หากไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ความช่วยเหลือจากภายนอกก็ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ทัน
ประการสุดท้าย หากต้องการประสบความสำเร็จในระยะยาวแล้วละก็ ผู้ประกอบการและผู้บริหาร SMEs จะต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่ว่า “เติบโตอย่างช้า ๆ และก้าวเดินด้วยความระมัดระวัง” (Go Slow, be Cautious) ในสถานการณ์ที่ยากต่อการคาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำเช่นนี้ ผู้ประกอบการต้องใคร่ครวญอย่างรอบครอบก่อนเสมอ ใช้เหตุใช้ผลในการทำธุรกิจในทุกขั้นตอน จึงจะสามารถนำพาธุรกิจผ่าวิกฤตไปได้และพบกับความรุ่งเรืองในอนาคต
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1. โครงสร้างสังคมที่ปรับเปลี่ยน มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการใด
2. การศึกษาโครงสร้างนี้เริ่มขึ้นโดยใคร
3. M-Shaped Society หมายถึงอะไร
นางสาว รัฐยา ชื่นสำโรง เลขทะเบียน 5001103069
เรื่อง สังคมเปลี่ยนไป SMEs จะปรับตัวอย่างไร
ภาครัฐของไต้หวันได้ให้ข้อแนะนำแก่ผู้ประกอบการ SMEs ของเขาในการปรับตัวในสถานการณ์ที่โครงสร้างของสังคมได้ปรับเปลี่ยนไป ซึ่งได้รายงานเอาไว้ในรายงานสถานการณ์ SMEs ปี 2007 เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการของบ้านเราเช่นกัน เพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปนั้นเกิดขึ้นในประเทศคู่ค้าสำคัญของบ้านเราทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา เป็นต้น จึงขอนำมาเล่าต่อ ว่าเขาแนะนำอะไรไว้บ้าง
รายงานที่จะนำมาพูดถึงครั้งนี้ชื่อว่า “SMEs in the M-shaped Society” เป็นการศึกษาปัจจัยสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างของสังคมที่ปรับเปลี่ยนไป ที่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไต้หวัน และยังได้ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยภายนอกที่บีบรัดเข้ามาร่วมด้วยอีกหลายกรณี อาทิ การตีบตันของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องมาจาก จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นมากในราวกลางศตวรรษที่ 21 นี้ ซึ่งจะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติขาดแคลนรุนแรงยิ่งขึ้น และอีกเรื่องหนึ่งคือ ปัญหา “คลื่นลูกที่สาม” หรือเศรษฐกิจองค์ความรู้ ที่ต้องพึ่งพาการวิจัยและพัฒนา เพื่อค้นหานวัตกรรมใหม่ ๆ มาสร้างศักยภาพการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์
“M-shaped Society” หมายถึง โครงสร้างสังคมเมืองสมัยใหม่ ที่คนมีรายได้ระดับกลางเริ่มลดน้อยถอยลงมาก ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้อำนาจการซื้อของผู้คนตกต่ำลง จำนวนประชากรวัยทำงานลดลง จำนวนผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น ช่องว่างทางสังคมระหว่างคนรวยกับคนจนยิ่งห่างกันมากขึ้น ทำให้เกิดตลาดขึ้นมาสองด้าน คือ ด้านผู้มีรายได้น้อย กับด้านของผู้มีรายได้สูง
การศึกษาโครงสร้างใหม่ของสังคมนี้ เริ่มขึ้นโดยนักยุทธศาสตร์ทางธุรกิจชาวญี่ปุ่นชื่อ Mr.Kenichi Ohmae ภาครัฐของไต้หวันได้นำมาเป็นแบบในการศึกษาสภาพสังคมของไต้หวัน ซึ่งพบว่า สังคมไต้หวันก็ก้าวเข้าสู่สภาพ M-shape Society แล้วเช่นกัน และสภาพสังคมดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
จากการศึกษายังพบว่า ผู้คนในไต้หวันนอกจากมีความเป็นอยู่ฝืดเคืองแล้ว ยังทำให้คนส่วนใหญ่ยากจนลง การจ้างงานเลวร้ายลงเรื่อย ๆ ปัจจุบัน สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะจ้างผู้เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยทำงานเป็นค่าจ้างรายชั่วโมง คนงานอื่น ๆ มีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยต่อไป เงินโบนัสก็หายากมากขึ้น เพราะเจ้าของกิจการต้องพยายามลดต้นทุนทุกอย่างที่พอจะทำได้ เนื่องจาก ต้นทุนในการผลิตสินค้าในไต้หวันสูงขึ้นมาก จากการรวบรวมข้อมูลของนิตยสาร Commonwealth พบว่า ผลการประกอบการของโรงงานขนาดใหญ่ในไต้หวันใน 10 ปีที่ผ่านมา มียอดขายเพิ่มขึ้นจริง แต่ผลกำไรกลับไม่เพิ่มตาม บางปีกลับตกต่ำลงกว่าเดิมก็มี ทั้งนี้เพราะต้นทุนในการประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในรายงานได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ SMEs ว่าจะสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้หรือไม่ ในสถานการณ์สังคมใหม่นี้ โดยได้แนะนำ การวางยุทธศาสตร์ทางการตลาดในสังคม M-shaped เอาไว้หลายประการด้วยกัน ลองติดตามศึกษากันดูก็แล้วกัน เพื่อจะเป็นแนวทางในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป สำหรับผู้ประกอบการในบ้านเรา
ประการแรก เขาเตือนเอาไว้ว่า เรามีโลกอยู่เพียงใบเดียวนี้เท่านั้น ฉะนั้น การใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติสมควรทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ด้วยสภาพจำกัดดังกล่าว ผู้ประกอบการ SMEs จะถูกกดดันให้ปรับปรุงขบวนการผลิตให้ประหยัดพลังงานมากที่สุด และสร้างผลผลิตที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนยุทธศาสตร์การตลาดนั้นต้อง มุ่งไปสู่ลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก เพราะพวกนี้นับวันแต่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นและจะเป็นศูนย์กลางการกำหนดความต้องการสินค้าในตลาด
ส่วนคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์นั้น นอกจากราคาไม่แพงแล้ว ยังต้องสร้างความรู้สึกให้กับผู้บริโภคว่า สินค้าของเราเป็นสินค้ามีระดับ มีความหรูหราสมราคา แต่จะมีอายุการใช้งานสั้นลงกว่าเดิมก็ไม่เป็นไร หากทำได้เช่นนี้ก็จะพบกับความสำเร็จได้
ประการที่สอง เป็นการวางยุทธศาสตร์ในตลาดผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีด้วยกัน ดังต่อไปนี้
1. เพิ่มมูลค่าเพิ่มในสินค้าแต่รักษาราคาให้ต่ำไว้ (Grow Value-added while Keeping Prices Low) ผู้ประกอบการสามารถใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมาสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความรู้สึกที่ดีกับผู้บริโภค
2. สร้างสินค้าที่มีสมรรถภาพการใช้งานได้ดี จะดีกว่าสินค้าที่ใช้ได้ทนนาน (Practicality Rather than Durability) สร้างความดึงดูดใจสำหรับผู้มีรายได้น้อย ควรเพิ่มอรรถประโยชน์และฟังก์ชั่นการใช้งานในสินค้าให้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้สินค้ามีคุณภาพสมเหตุสมผลมากขึ้น
3. เพิ่มช่องทางในการกระจายสินค้ให้มากขึ้น เพื่อสร้างความสะดวกในการซื้อหาของผู้บริโภค
4. สร้างประสิทธิภาพในการใช้สอยให้กับสินค้า ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ (Making Effective Use of Information Technology)
ประการที่สาม ประชาคมโลกจะมีความรู้สึกร่วมในการพิทักษ์ปกป้องโลกจากการล่มสลาย กรณีปัญหาทรัพยากรธรรมชาติกำลังลดน้อยถอยลง พวกเขาจะรู้สึกภาคภูมิใจหากสามารถใช้สอยข้าวของที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ฉะนั้น ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องเข้าใจความรู้สึกร่วมนี้ของลูกค้า และพยายามผลิตสินค้าออกมาแล้วให้ความรู้สึกว่าเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมให้มากที่สุด และอยู่ในความประหยัดในการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ
ประการที่สี่ ผู้ประกอบการและผู้บริหาร SMEs จะต้องยอมรับว่าสภาพทางธุรกิจในโลกปัจจุบันมีความพลิกผันและมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในศตวรรษที่ 21 นี้ ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างนวัตกรรม จะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา การป้องกันประเทศ โครงสร้างประชากร และวัฒนธรรม เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้พฤติกรรมและนิสัยใจคอของผู้บริโภคปรับเปลี่ยนไปด้วย ฉะนั้น บริษัทที่จะประสบความสำเร็จได้จะต้องมุ่งเป้าสู่การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถือเป็นความท้าทายต่อความสามารถในการบริหารธุรกิจทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อม ซึ่งอาจจะนำไปสู่ทั้งโอกาสและวิกฤติได้พอ ๆ กัน
ประการที่ห้า ต้องรักษาคุณภาพสินค้าให้เหมือนเดิมเอาไว้เสมอ ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และพึงคิดเสมอว่าจะต้องยืนอยู่บนขาของตนเองให้ได้ก่อน หากไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ความช่วยเหลือจากภายนอกก็ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ทัน
ประการสุดท้าย หากต้องการประสบความสำเร็จในระยะยาวแล้วละก็ ผู้ประกอบการและผู้บริหาร SMEs จะต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่ว่า “เติบโตอย่างช้า ๆ และก้าวเดินด้วยความระมัดระวัง” (Go Slow, be Cautious) ในสถานการณ์ที่ยากต่อการคาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำเช่นนี้ ผู้ประกอบการต้องใคร่ครวญอย่างรอบครอบก่อนเสมอ ใช้เหตุใช้ผลในการทำธุรกิจในทุกขั้นตอน จึงจะสามารถนำพาธุรกิจผ่าวิกฤตไปได้และพบกับความรุ่งเรืองในอนาคต
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1. โครงสร้างสังคมที่ปรับเปลี่ยน มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการใด
2. การศึกษาโครงสร้างนี้เริ่มขึ้นโดยใคร
3. M-Shaped Society หมายถึงอะไร
จัดทำโดย
นาย องอาจ เชื้อพลายเวช เลขทะเบียน 5001103095
เรื่อง ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยใน ไตรมาสที่ 2 มีเสถียรภาพมากขึ้น แม้เศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาสที่ 2 จะยังหดตัว แต่มีอัตราการหดตัวชะลอตัวลงจากไตรมาสแรกที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะตกต่ำกว่านี้มีน้อยลง โดยมองว่า เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 จะมีอัตราการขยายตัวติดลบน้อยลงจากไตรมาสแรกได้ซึ่งเป็นผลจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีความชัดเจนมากขึ้น และคำสั่งซื้อสินค้าที่เริ่มกลับเข้ามาประกอบกับ ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน พ.ค. ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 45.4 เพิ่มขึ้นจาก 39.2 ในเดือน เม.ย.ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 50.2 เป็นครั้งแรก ในรอบ 15 เดือน หลังนักลงทุนคลายความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า เศรษฐกิจไทยจะผ่านจุดต่ำสุดแล้วหรือไม่
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ใครเป็นผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย
2.ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน พ.ค. ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับใด
3.ดัชนีคาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า ปรับขึ้นมาอยู่ที่เท่าไหร่
นาย องอาจ เชื้อพลายเวช เลขทะเบียน 5001103095
เรื่อง ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยใน ไตรมาสที่ 2 มีเสถียรภาพมากขึ้น แม้เศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาสที่ 2 จะยังหดตัว แต่มีอัตราการหดตัวชะลอตัวลงจากไตรมาสแรกที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะตกต่ำกว่านี้มีน้อยลง โดยมองว่า เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 จะมีอัตราการขยายตัวติดลบน้อยลงจากไตรมาสแรกได้ซึ่งเป็นผลจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีความชัดเจนมากขึ้น และคำสั่งซื้อสินค้าที่เริ่มกลับเข้ามาประกอบกับ ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน พ.ค. ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 45.4 เพิ่มขึ้นจาก 39.2 ในเดือน เม.ย.ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 50.2 เป็นครั้งแรก ในรอบ 15 เดือน หลังนักลงทุนคลายความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า เศรษฐกิจไทยจะผ่านจุดต่ำสุดแล้วหรือไม่
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ใครเป็นผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย
2.ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน พ.ค. ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับใด
3.ดัชนีคาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า ปรับขึ้นมาอยู่ที่เท่าไหร่
จัดทำโดย
นางสาว ชลธิชา บุญเที่ยง เลขทะเบียน 5001103110
เรื่อง พันธบัตรรัฐบาล
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำหรับการเปิดจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลไทยเข้มแข็ง วงเงิน 50,000 ล้านบาท ให้แก่ผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. นี้นั้น หากประชาชนได้เข้าคิวซื้อธนบัตรแล้วพบเห็นการจองซื้อล่วงหน้า สามารถแจ้งเบาะแสกลับมาได้ที่กระทรวงการคลัง ซึ่งแบงก์ที่กระทำการดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าร่วมโครงการจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลไทยเข้มแข็งในรอบต่อๆ ไป อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นได้กำชับ 7 แบงก์ที่ร่วมโครงการแล้วว่าอย่าได้มีการจองสิทธิ์ล่วงหน้าให้แก่ผู้อื่นอย่างเด็ดขาด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนของงบประมาณโครงการเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งวงเงิน 1 ล้านล้านบาท ที่พร้อมเริ่มดำเนินการได้ในปีนี้นั้น มีโครงการวงเงิน 600,000 ล้านบาท ที่ต้องรอการกลั่นกรอง ซึ่งคาดว่าช่วงสิ้นเดือนก.ค. จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ และในส่วนงบประมาณที่เหลืออีก 430,000 ล้านบาท นั้น ต้องรอระยะเวลาอีก 1 ปี จึงจะเริ่มดำเนินโครงการ
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.พันธบัตรที่เปิดให้จำหน่ายมีชื่อว่าอะไร
2.มีแบงค์กี่แห่งที่เข้าร่วมโครงการนี้
3.นายกรณ์ จาติกวณิช ดำรงตำแหน่งใด
นางสาว ชลธิชา บุญเที่ยง เลขทะเบียน 5001103110
เรื่อง พันธบัตรรัฐบาล
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำหรับการเปิดจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลไทยเข้มแข็ง วงเงิน 50,000 ล้านบาท ให้แก่ผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. นี้นั้น หากประชาชนได้เข้าคิวซื้อธนบัตรแล้วพบเห็นการจองซื้อล่วงหน้า สามารถแจ้งเบาะแสกลับมาได้ที่กระทรวงการคลัง ซึ่งแบงก์ที่กระทำการดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าร่วมโครงการจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลไทยเข้มแข็งในรอบต่อๆ ไป อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นได้กำชับ 7 แบงก์ที่ร่วมโครงการแล้วว่าอย่าได้มีการจองสิทธิ์ล่วงหน้าให้แก่ผู้อื่นอย่างเด็ดขาด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนของงบประมาณโครงการเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งวงเงิน 1 ล้านล้านบาท ที่พร้อมเริ่มดำเนินการได้ในปีนี้นั้น มีโครงการวงเงิน 600,000 ล้านบาท ที่ต้องรอการกลั่นกรอง ซึ่งคาดว่าช่วงสิ้นเดือนก.ค. จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ และในส่วนงบประมาณที่เหลืออีก 430,000 ล้านบาท นั้น ต้องรอระยะเวลาอีก 1 ปี จึงจะเริ่มดำเนินโครงการ
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.พันธบัตรที่เปิดให้จำหน่ายมีชื่อว่าอะไร
2.มีแบงค์กี่แห่งที่เข้าร่วมโครงการนี้
3.นายกรณ์ จาติกวณิช ดำรงตำแหน่งใด
วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552
จัดทำโดย
นางสาว วรรณวิษา จิรพิชิตชัย เลขทะเบียน 5001103070
เรื่อง พาณิชย์สร้างผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง
กรุงเทพฯ 14 มิ.ย. - นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่าธุรกิจออนไลน์เป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2 ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจากกว่า 305,159 ล้านบาท เป็น 427,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 เนื่องจากผู้ประกอบการและผู้บริโภคมีความสนใจที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการซื้อขายสินค้ามากขึ้น โดยอี-คอมเมิร์ซ เป็นเครื่องมือหรือช่องทางการค้าใหม่สำหรับผู้ประกอบการในการเพิ่มรายได้ และขยายกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น เพราะการทำอี-คอมเมิร์ซ เริ่มต้นง่าย ไม่ต้องลงทุนสูง สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ทั้งนี้ กรมฯ จึงได้สานต่อ “อี-คอมเมิร์ซ ออนไลน์ รุ่นที่ 3” ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 โดยจัดอบรมให้ความรู้ด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ประกอบการ ผ่านเว็บไซต์ www.dbdacademy.com ซึ่งจากการฝึกอบรมทั้ง 2 รุ่นที่ผ่านมา มีผู้ผ่านการอบรมไปแล้วมากกว่า 1,000 ราย ในขณะที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพิ่มขึ้นเป็น 5,500 ราย โดยกรมฯ ตั้งเป้าหมายว่าภายในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 12,000 ราย และมีระดับความแพร่หลายและมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ อี-คอมเมิร์ซ ออนไลน์ รุ่น 3 เปิดอบรม 4 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรความรู้เบื้องต้นด้าน อี-คอมเมิร์ซ หลักสูตรการตลาดอี-คอมเมิร์ซ หลักสูตรการพัฒนาขีดความสามารถผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ และหลักสูตรธรรมาภิบาลธุรกิจ สำหรับผู้สมัครที่ลงทะเบียนเรียนหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง ทางกรมฯ ยังจัดให้เรียนฟรีอีก 2 หลักสูตรคือ หลักสูตรงบการเงินสำหรับผู้บริหาร และหลักสูตรการเขียนจดหมายภาษาอังกฤษธุรกิจ (Business Writing) เพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการในการติดต่อสื่อสารด้านธุรกิจกับต่างประเทศผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการได้หรือสมัครได้ทางเว็บไซต์.-สำนักข่าวไทย
ที่มา http://www.google.com/
คำถามท้ายเรื่อง
1.อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีชื่อว่าอะไร
2.กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดอบรมผู้ประกอบการให้ความรู้ด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ประกอบการผ่านทางเว็บไซต์อะไร
3.ในความคิดของคิดคุณธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ มีประโยชน์อย่างไร
จัดทำบทความโดย
นางสาววริษา แย้มลังกา เลขทะเบียน 5001103078
เรื่อง การพยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ชี้เช็กช่วยชาติสูญ คาดทั้งปีลบ 3.5% แอบหวังครึ่งปีหลังฟื้นเร็ว หลังรัฐเข็น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านผ่าน คาด ศก.ฟื้นไตรมาส 4...
วันนี้ (18 มิ.ย.) นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มกค.) กล่าวถึงการสำรวจข้อมูลเศรษฐกิจภูมิภาคไตรมาส 2 และแนวโน้มปี 52 หลังพ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ผ่านความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญว่า จีดีพีไตรมาส 2 จะติดลบ 5.3% ต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ติดลบ 7.1% ส่วนทิศทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังมีโอกาสฟื้นตัวเร็วขึ้น โดยไตรมาส 3 คาดติดลบน้อยลงเหลือ 3.1% และกลับมาบวก 1.6% ได้ในไตรมาส 4 ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปี 52 จะติดลบ 3.5%
“โอกาสที่จีดีพีไทยปีนี้จะติดลบ 3.5% มีมากถึง 75% เพราะรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ชัดเจน และสามารถนำพ.ร.ก.เงินกู้ ผ่านรัฐสภาได้ ทำให้มีเม็ดเงินมากระตุ้นในไตรมาส 3 ช่วยบวกจีดีพีอีก 0.5% นอกจากนี้ ปัญหาการว่างงานเบากว่าที่คาด ประกอบกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกเริ่มคลี่คลาย” นายธนวรรธน์กล่าว
ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มกค.กล่าวต่อว่า คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจในภาคเหนือ ใต้ อีสาน และกลาง จะบวกได้ 1-2% ยกเว้น กรุงเทพฯจะฟื้นตัวในปีหน้า เพราะแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้น ตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมัน ประกอบกับ ผลดีจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ส่วนราคาน้ำมันที่แพงขึ้นนั้น ไม่น่ากระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ
ด้านนายวชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า การประเมินเศรษฐกิจรายภูมิภาคประจำไตรมาส 2 กระเตื้องขึ้นจากไตรมาสแรก เพราะการส่งออกดีขึ้น แต่ผลจากความวุ่นวายช่วงสงกรานต์ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก เช่น เช็คช่วยชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผล ทำให้จีดีพียังติดลบอยู่
วันนี้ (18 มิ.ย.) นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มกค.) กล่าวถึงการสำรวจข้อมูลเศรษฐกิจภูมิภาคไตรมาส 2 และแนวโน้มปี 52 หลังพ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ผ่านความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญว่า จีดีพีไตรมาส 2 จะติดลบ 5.3% ต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ติดลบ 7.1% ส่วนทิศทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังมีโอกาสฟื้นตัวเร็วขึ้น โดยไตรมาส 3 คาดติดลบน้อยลงเหลือ 3.1% และกลับมาบวก 1.6% ได้ในไตรมาส 4 ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปี 52 จะติดลบ 3.5%
“โอกาสที่จีดีพีไทยปีนี้จะติดลบ 3.5% มีมากถึง 75% เพราะรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ชัดเจน และสามารถนำพ.ร.ก.เงินกู้ ผ่านรัฐสภาได้ ทำให้มีเม็ดเงินมากระตุ้นในไตรมาส 3 ช่วยบวกจีดีพีอีก 0.5% นอกจากนี้ ปัญหาการว่างงานเบากว่าที่คาด ประกอบกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกเริ่มคลี่คลาย” นายธนวรรธน์กล่าว
ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มกค.กล่าวต่อว่า คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจในภาคเหนือ ใต้ อีสาน และกลาง จะบวกได้ 1-2% ยกเว้น กรุงเทพฯจะฟื้นตัวในปีหน้า เพราะแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้น ตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมัน ประกอบกับ ผลดีจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ส่วนราคาน้ำมันที่แพงขึ้นนั้น ไม่น่ากระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ
ด้านนายวชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า การประเมินเศรษฐกิจรายภูมิภาคประจำไตรมาส 2 กระเตื้องขึ้นจากไตรมาสแรก เพราะการส่งออกดีขึ้น แต่ผลจากความวุ่นวายช่วงสงกรานต์ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก เช่น เช็คช่วยชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผล ทำให้จีดีพียังติดลบอยู่
ที่มาของเรื่อง http://www.google.com/
คำถามท้ายเรื่อง
1.GDPของไตรมาสที่2ของปี 2552 จะติดลบเท่าไหร่
2.ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมีชื่อว่าอะไร
3.โอกาสที่GDPของไทยจะติดลบ 3.5% คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)