วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552
จัดทำโดย
นางสาว วรรณวิษา จิรพิชิตชัย เลขทะเบียน 5001103070
เรื่อง พาณิชย์สร้างผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง
กรุงเทพฯ 14 มิ.ย. - นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่าธุรกิจออนไลน์เป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2 ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจากกว่า 305,159 ล้านบาท เป็น 427,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 เนื่องจากผู้ประกอบการและผู้บริโภคมีความสนใจที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการซื้อขายสินค้ามากขึ้น โดยอี-คอมเมิร์ซ เป็นเครื่องมือหรือช่องทางการค้าใหม่สำหรับผู้ประกอบการในการเพิ่มรายได้ และขยายกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น เพราะการทำอี-คอมเมิร์ซ เริ่มต้นง่าย ไม่ต้องลงทุนสูง สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ทั้งนี้ กรมฯ จึงได้สานต่อ “อี-คอมเมิร์ซ ออนไลน์ รุ่นที่ 3” ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 โดยจัดอบรมให้ความรู้ด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ประกอบการ ผ่านเว็บไซต์ www.dbdacademy.com ซึ่งจากการฝึกอบรมทั้ง 2 รุ่นที่ผ่านมา มีผู้ผ่านการอบรมไปแล้วมากกว่า 1,000 ราย ในขณะที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพิ่มขึ้นเป็น 5,500 ราย โดยกรมฯ ตั้งเป้าหมายว่าภายในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 12,000 ราย และมีระดับความแพร่หลายและมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ อี-คอมเมิร์ซ ออนไลน์ รุ่น 3 เปิดอบรม 4 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรความรู้เบื้องต้นด้าน อี-คอมเมิร์ซ หลักสูตรการตลาดอี-คอมเมิร์ซ หลักสูตรการพัฒนาขีดความสามารถผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ และหลักสูตรธรรมาภิบาลธุรกิจ สำหรับผู้สมัครที่ลงทะเบียนเรียนหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง ทางกรมฯ ยังจัดให้เรียนฟรีอีก 2 หลักสูตรคือ หลักสูตรงบการเงินสำหรับผู้บริหาร และหลักสูตรการเขียนจดหมายภาษาอังกฤษธุรกิจ (Business Writing) เพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการในการติดต่อสื่อสารด้านธุรกิจกับต่างประเทศผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการได้หรือสมัครได้ทางเว็บไซต์.-สำนักข่าวไทย
ที่มา http://www.google.com/
คำถามท้ายเรื่อง
1.อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีชื่อว่าอะไร
2.กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดอบรมผู้ประกอบการให้ความรู้ด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ประกอบการผ่านทางเว็บไซต์อะไร
3.ในความคิดของคิดคุณธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ มีประโยชน์อย่างไร
จัดทำบทความโดย
นางสาววริษา แย้มลังกา เลขทะเบียน 5001103078
เรื่อง การพยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ชี้เช็กช่วยชาติสูญ คาดทั้งปีลบ 3.5% แอบหวังครึ่งปีหลังฟื้นเร็ว หลังรัฐเข็น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านผ่าน คาด ศก.ฟื้นไตรมาส 4...
วันนี้ (18 มิ.ย.) นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มกค.) กล่าวถึงการสำรวจข้อมูลเศรษฐกิจภูมิภาคไตรมาส 2 และแนวโน้มปี 52 หลังพ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ผ่านความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญว่า จีดีพีไตรมาส 2 จะติดลบ 5.3% ต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ติดลบ 7.1% ส่วนทิศทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังมีโอกาสฟื้นตัวเร็วขึ้น โดยไตรมาส 3 คาดติดลบน้อยลงเหลือ 3.1% และกลับมาบวก 1.6% ได้ในไตรมาส 4 ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปี 52 จะติดลบ 3.5%
“โอกาสที่จีดีพีไทยปีนี้จะติดลบ 3.5% มีมากถึง 75% เพราะรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ชัดเจน และสามารถนำพ.ร.ก.เงินกู้ ผ่านรัฐสภาได้ ทำให้มีเม็ดเงินมากระตุ้นในไตรมาส 3 ช่วยบวกจีดีพีอีก 0.5% นอกจากนี้ ปัญหาการว่างงานเบากว่าที่คาด ประกอบกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกเริ่มคลี่คลาย” นายธนวรรธน์กล่าว
ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มกค.กล่าวต่อว่า คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจในภาคเหนือ ใต้ อีสาน และกลาง จะบวกได้ 1-2% ยกเว้น กรุงเทพฯจะฟื้นตัวในปีหน้า เพราะแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้น ตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมัน ประกอบกับ ผลดีจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ส่วนราคาน้ำมันที่แพงขึ้นนั้น ไม่น่ากระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ
ด้านนายวชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า การประเมินเศรษฐกิจรายภูมิภาคประจำไตรมาส 2 กระเตื้องขึ้นจากไตรมาสแรก เพราะการส่งออกดีขึ้น แต่ผลจากความวุ่นวายช่วงสงกรานต์ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก เช่น เช็คช่วยชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผล ทำให้จีดีพียังติดลบอยู่
วันนี้ (18 มิ.ย.) นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มกค.) กล่าวถึงการสำรวจข้อมูลเศรษฐกิจภูมิภาคไตรมาส 2 และแนวโน้มปี 52 หลังพ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ผ่านความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญว่า จีดีพีไตรมาส 2 จะติดลบ 5.3% ต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ติดลบ 7.1% ส่วนทิศทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังมีโอกาสฟื้นตัวเร็วขึ้น โดยไตรมาส 3 คาดติดลบน้อยลงเหลือ 3.1% และกลับมาบวก 1.6% ได้ในไตรมาส 4 ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปี 52 จะติดลบ 3.5%
“โอกาสที่จีดีพีไทยปีนี้จะติดลบ 3.5% มีมากถึง 75% เพราะรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ชัดเจน และสามารถนำพ.ร.ก.เงินกู้ ผ่านรัฐสภาได้ ทำให้มีเม็ดเงินมากระตุ้นในไตรมาส 3 ช่วยบวกจีดีพีอีก 0.5% นอกจากนี้ ปัญหาการว่างงานเบากว่าที่คาด ประกอบกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกเริ่มคลี่คลาย” นายธนวรรธน์กล่าว
ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มกค.กล่าวต่อว่า คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจในภาคเหนือ ใต้ อีสาน และกลาง จะบวกได้ 1-2% ยกเว้น กรุงเทพฯจะฟื้นตัวในปีหน้า เพราะแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้น ตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมัน ประกอบกับ ผลดีจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ส่วนราคาน้ำมันที่แพงขึ้นนั้น ไม่น่ากระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ
ด้านนายวชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า การประเมินเศรษฐกิจรายภูมิภาคประจำไตรมาส 2 กระเตื้องขึ้นจากไตรมาสแรก เพราะการส่งออกดีขึ้น แต่ผลจากความวุ่นวายช่วงสงกรานต์ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก เช่น เช็คช่วยชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผล ทำให้จีดีพียังติดลบอยู่
ที่มาของเรื่อง http://www.google.com/
คำถามท้ายเรื่อง
1.GDPของไตรมาสที่2ของปี 2552 จะติดลบเท่าไหร่
2.ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมีชื่อว่าอะไร
3.โอกาสที่GDPของไทยจะติดลบ 3.5% คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)