จัดทำโดย
นาย ผณินทร ประเสริฐศรี เลขทะเบียน 5001103083
เรื่อง ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ด้านการลงทุน
ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement:TAFTA ):ในด้านการลงทุน(Investment)
ประเทศคู่ภาคีต้องให้การปฏิบัติต่อการลงทุนทุกประเภท และนักลงทุนของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งไม่ด้อยไปกว่าที่ภาคีนั้นปฏิบัติต่อการลงทุนในอาณาเขตของประเทศตน โดยจะค่อยๆเจรจาเปิดเสรีในธุรกิจที่มีความพร้อมทุกๆ3ปี
ออสเตรเลีย ให้หลักประกันว่าคนไทยสามารถเข้าไปลงทุนในธุรกิจทุกประเภทได้ 100% ยกเว้น หนังสือพิมพ์ การกระจายเสียง การขนส่งทางอากาศ อย่างไรก็ตาม หากเป็นการลงทุนที่มีขนาดเกิน 10 ล้านเหรียญออสเตรเลีย จะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาการลงทุนของต่างชาติ(Foreign Investment Review Board-FIRB)ก่อน
ไทย เปิดให้ออสเตรเลียเข้ามาลงทุนในธุรกิจซึ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนสูง และรัฐมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน โดยให้ชาวออสเตรเลียถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 60 และกำหนดขนาดของพื้นที่ และเงินลงทุนขั้นต่ำไว้เป็นเงื่อนไขด้วย เช่น ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ หอประชุม การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค สถาบันอุดมศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงแรมขนาดใหญ่ อุทยานสัตว์น้ำมารีน่า และเหมืองแร่
การเคลื่อนย้ายทุน
เมื่อได้รับคำร้องขอโดยผู้ลงทุนของภาคีอีกฝ่าย ภาคีแต่ละฝ่ายจะยอมให้เงินทุนทั้งปวงของผู้ลงทุนที่เกี่ยวกับการลงทุนในอาณาเขตของตนสามารถโอนได้โดยเสรี และปราศจากความล่าช้าในสกุลเงินตราที่ใช้ได้โดยเสรีเข้ามา และออกจากอาณาเขตของตน โดยเงินทุนนั้นให้รวมถึง ทุนขั้นต่ำ ผลตอบแทนต่างๆเงินที่ได้รับจากการขาย หรือการขายบางส่วน หรือการเลิกลงทุน การชำระเงินคืนการชำระความสูญเสียที่ได้อ้างถึงไว้ และรายได้และค่าตอบแทนของบุคคลที่ได้รับจากต่างประเทศที่เกี่ยวพันกับการลงทุนนั้น
ในเรื่องการโอนเงินจะต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนตลาดที่มีอยู่ ในวันที่ทำการโอน ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายของภาคีซึ่งรับการลงทุนประเทศภาคีอาจห้ามการโอนด้วยการใช้กฎหมายของตนอย่างเที่ยงธรรมไม่เลือกปฏิบัติ และซื่อสัตย์ในเรื่องที่เกี่ยวกับภาวะล้มละลาย การล้มละลาย หรือการป้องกันสิทธิของเจ้าหนี้ หรือประกันความพอใจของคำตัดสินในกระบวนทางศาล
การริบทรัพย์และการจ่ายเงินชดเชย
ภาคีทั้งสองฝ่ายไม่สามารถโอนกิจการนักลงทุนมาเป็นของรัฐ ริบทรัพย์ หรือวางมาตรการที่มีผลกระทบเทียบเท่ากับการโอนเป็นของรัฐหรือการริบทรัพย์การลงทุนของอีกฝ่ายหนึ่ง ยกเว้นว่าจะเป็นการทำเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือเป็นการดำเนินการตามกฎหมายภายใต้หลักการไม่เลือกปฏิบัติ และต้องชดเชยโดยทันที อย่างเพียงพอ และมีประสิทธิผล ค่าชดเชยดังกล่าวจะคำนวณบนพื้นฐานของมูลค่าตลาดของการลงทุนโดยทันทีก่อนการเวณคืน หรือหลังการเวณคืนที่จะเกิดขึ้นและจะต้องเป็นที่ทราบของสาธารณะ หากไม่สามารถหามูลค่าที่แน่นอนได้จะกำหนดค่าชดเชยตามหลักการประเมินมูลค่า และหลักความเที่ยงธรรมซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วไปตามความเหมาะสม ค่าชดเชยนั้นๆจะต้องชำระโดยไม่ล่าช้า และให้รวมถึงดอกเบี้ยในอัตราที่เหมาะสมในเชิงพาณิชย์และสามารถโอนได้โดยเสรีระหว่างอาณาเขตของคู่ภาคีในสกุลเงินตราที่ใช้ได้โดยเสรี
กระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับนักลงทุน
ในกรณีที่มีการลงทุนระหว่างรัฐ และนักลงทุนของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งที่เกี่ยวกับการลงทุนทั้งปวง จะต้องมีการปรึกษาหารือระหว่างคู่ภาคี โดยปรารถนาที่จะระงับกรณีพิพาทอย่างฉันมิตร หากข้อพิพาทดังกล่าวไม่สามารถระงับได้ด้วยการปรึกษาหารือ และการเจรจา ข้อพิพาทดังกล่าวผู้ลงทุนอาจ
(a) เริ่มขึ้นที่หน่วยงานด้านศาลหรือบริหารที่มีอำนาจ โดยเป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบของภาคีที่รับการลงทุนหรือ
(b) ระงับโดยอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นภายใต้กฎเกณฑ์ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ(UNCITRAL)
ในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทการลงทุน ไม่ว่าในขั้นตอนใดๆ ของการไกล่เกลี่ยหรือการตัดสินโดยอนุญาติตุลาการ หรือการรับรองคำตัดสิน ภาคีจะไม่อ้างสิทธิ์ว่าผู้ลงทุนได้รับหรือจะได้รับซึ่งประโยชน์จากการประกัน หรือสัญญาประกัน การชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าทดแทนอื่นๆ สำหรับความเสียหายที่กล่าวถึงทั้งปวงหรือเพียงบางส่วน สำหรับกรณีที่มีข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีตามบทนี้ คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ ที่ตั้งขึ้นภายใต้ข้อนี้ จะอยู่บนพื้นฐานของข้อบทของความตกลงที่มีอยู่ รวมถึงกฎที่ใช้ในกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศ โดยคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ จะถือเป็นการสิ้นสุด และผูกพันภาคีให้ปฏิบัติตามคำตัดสิน
ตลอดระยะเวลา 2 ปี นับแต่ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย เริ่มมีผลบังคับใช้(มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2548)จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจผ่านการขยายตัวทางการค้าตามที่รัฐบาลคาดไว้จริง แต่ในระยะยาวแล้ว ผลได้ดังกล่าวจะมีทิศทางเป็นอย่างไร ยังไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ นอกจากนี้ผลกระทบต่อประเทศไทยในด้านอื่นๆ นอกเหนือจากด้านเศรษฐกิจ เช่นผลกระทบทางสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ยังไม่สามารถสรุปได้โดยแน่นอนในระยะสั้น ย่อมต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ผลกระทบจากการจัดทำความตกลงการค้าเสรีดังกล่าวจะมีมากน้อยเพียงใด
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1. การจัดทำการตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลียมีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร
2. ออสเตรเลียให้หลักประกันให้คนไทยเข้าไปลงทุนในธุรกิจทุกประเภทยกเว้นอะไร
3. การตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่
วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
จัดทำโดย
นางสาว รัฐยา ชื่นสำโรง เลขทะเบียน 5001103069
เรื่อง สังคมเปลี่ยนไป SMEs จะปรับตัวอย่างไร
ภาครัฐของไต้หวันได้ให้ข้อแนะนำแก่ผู้ประกอบการ SMEs ของเขาในการปรับตัวในสถานการณ์ที่โครงสร้างของสังคมได้ปรับเปลี่ยนไป ซึ่งได้รายงานเอาไว้ในรายงานสถานการณ์ SMEs ปี 2007 เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการของบ้านเราเช่นกัน เพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปนั้นเกิดขึ้นในประเทศคู่ค้าสำคัญของบ้านเราทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา เป็นต้น จึงขอนำมาเล่าต่อ ว่าเขาแนะนำอะไรไว้บ้าง
รายงานที่จะนำมาพูดถึงครั้งนี้ชื่อว่า “SMEs in the M-shaped Society” เป็นการศึกษาปัจจัยสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างของสังคมที่ปรับเปลี่ยนไป ที่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไต้หวัน และยังได้ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยภายนอกที่บีบรัดเข้ามาร่วมด้วยอีกหลายกรณี อาทิ การตีบตันของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องมาจาก จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นมากในราวกลางศตวรรษที่ 21 นี้ ซึ่งจะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติขาดแคลนรุนแรงยิ่งขึ้น และอีกเรื่องหนึ่งคือ ปัญหา “คลื่นลูกที่สาม” หรือเศรษฐกิจองค์ความรู้ ที่ต้องพึ่งพาการวิจัยและพัฒนา เพื่อค้นหานวัตกรรมใหม่ ๆ มาสร้างศักยภาพการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์
“M-shaped Society” หมายถึง โครงสร้างสังคมเมืองสมัยใหม่ ที่คนมีรายได้ระดับกลางเริ่มลดน้อยถอยลงมาก ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้อำนาจการซื้อของผู้คนตกต่ำลง จำนวนประชากรวัยทำงานลดลง จำนวนผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น ช่องว่างทางสังคมระหว่างคนรวยกับคนจนยิ่งห่างกันมากขึ้น ทำให้เกิดตลาดขึ้นมาสองด้าน คือ ด้านผู้มีรายได้น้อย กับด้านของผู้มีรายได้สูง
การศึกษาโครงสร้างใหม่ของสังคมนี้ เริ่มขึ้นโดยนักยุทธศาสตร์ทางธุรกิจชาวญี่ปุ่นชื่อ Mr.Kenichi Ohmae ภาครัฐของไต้หวันได้นำมาเป็นแบบในการศึกษาสภาพสังคมของไต้หวัน ซึ่งพบว่า สังคมไต้หวันก็ก้าวเข้าสู่สภาพ M-shape Society แล้วเช่นกัน และสภาพสังคมดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
จากการศึกษายังพบว่า ผู้คนในไต้หวันนอกจากมีความเป็นอยู่ฝืดเคืองแล้ว ยังทำให้คนส่วนใหญ่ยากจนลง การจ้างงานเลวร้ายลงเรื่อย ๆ ปัจจุบัน สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะจ้างผู้เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยทำงานเป็นค่าจ้างรายชั่วโมง คนงานอื่น ๆ มีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยต่อไป เงินโบนัสก็หายากมากขึ้น เพราะเจ้าของกิจการต้องพยายามลดต้นทุนทุกอย่างที่พอจะทำได้ เนื่องจาก ต้นทุนในการผลิตสินค้าในไต้หวันสูงขึ้นมาก จากการรวบรวมข้อมูลของนิตยสาร Commonwealth พบว่า ผลการประกอบการของโรงงานขนาดใหญ่ในไต้หวันใน 10 ปีที่ผ่านมา มียอดขายเพิ่มขึ้นจริง แต่ผลกำไรกลับไม่เพิ่มตาม บางปีกลับตกต่ำลงกว่าเดิมก็มี ทั้งนี้เพราะต้นทุนในการประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในรายงานได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ SMEs ว่าจะสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้หรือไม่ ในสถานการณ์สังคมใหม่นี้ โดยได้แนะนำ การวางยุทธศาสตร์ทางการตลาดในสังคม M-shaped เอาไว้หลายประการด้วยกัน ลองติดตามศึกษากันดูก็แล้วกัน เพื่อจะเป็นแนวทางในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป สำหรับผู้ประกอบการในบ้านเรา
ประการแรก เขาเตือนเอาไว้ว่า เรามีโลกอยู่เพียงใบเดียวนี้เท่านั้น ฉะนั้น การใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติสมควรทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ด้วยสภาพจำกัดดังกล่าว ผู้ประกอบการ SMEs จะถูกกดดันให้ปรับปรุงขบวนการผลิตให้ประหยัดพลังงานมากที่สุด และสร้างผลผลิตที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนยุทธศาสตร์การตลาดนั้นต้อง มุ่งไปสู่ลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก เพราะพวกนี้นับวันแต่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นและจะเป็นศูนย์กลางการกำหนดความต้องการสินค้าในตลาด
ส่วนคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์นั้น นอกจากราคาไม่แพงแล้ว ยังต้องสร้างความรู้สึกให้กับผู้บริโภคว่า สินค้าของเราเป็นสินค้ามีระดับ มีความหรูหราสมราคา แต่จะมีอายุการใช้งานสั้นลงกว่าเดิมก็ไม่เป็นไร หากทำได้เช่นนี้ก็จะพบกับความสำเร็จได้
ประการที่สอง เป็นการวางยุทธศาสตร์ในตลาดผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีด้วยกัน ดังต่อไปนี้
1. เพิ่มมูลค่าเพิ่มในสินค้าแต่รักษาราคาให้ต่ำไว้ (Grow Value-added while Keeping Prices Low) ผู้ประกอบการสามารถใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมาสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความรู้สึกที่ดีกับผู้บริโภค
2. สร้างสินค้าที่มีสมรรถภาพการใช้งานได้ดี จะดีกว่าสินค้าที่ใช้ได้ทนนาน (Practicality Rather than Durability) สร้างความดึงดูดใจสำหรับผู้มีรายได้น้อย ควรเพิ่มอรรถประโยชน์และฟังก์ชั่นการใช้งานในสินค้าให้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้สินค้ามีคุณภาพสมเหตุสมผลมากขึ้น
3. เพิ่มช่องทางในการกระจายสินค้ให้มากขึ้น เพื่อสร้างความสะดวกในการซื้อหาของผู้บริโภค
4. สร้างประสิทธิภาพในการใช้สอยให้กับสินค้า ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ (Making Effective Use of Information Technology)
ประการที่สาม ประชาคมโลกจะมีความรู้สึกร่วมในการพิทักษ์ปกป้องโลกจากการล่มสลาย กรณีปัญหาทรัพยากรธรรมชาติกำลังลดน้อยถอยลง พวกเขาจะรู้สึกภาคภูมิใจหากสามารถใช้สอยข้าวของที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ฉะนั้น ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องเข้าใจความรู้สึกร่วมนี้ของลูกค้า และพยายามผลิตสินค้าออกมาแล้วให้ความรู้สึกว่าเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมให้มากที่สุด และอยู่ในความประหยัดในการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ
ประการที่สี่ ผู้ประกอบการและผู้บริหาร SMEs จะต้องยอมรับว่าสภาพทางธุรกิจในโลกปัจจุบันมีความพลิกผันและมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในศตวรรษที่ 21 นี้ ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างนวัตกรรม จะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา การป้องกันประเทศ โครงสร้างประชากร และวัฒนธรรม เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้พฤติกรรมและนิสัยใจคอของผู้บริโภคปรับเปลี่ยนไปด้วย ฉะนั้น บริษัทที่จะประสบความสำเร็จได้จะต้องมุ่งเป้าสู่การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถือเป็นความท้าทายต่อความสามารถในการบริหารธุรกิจทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อม ซึ่งอาจจะนำไปสู่ทั้งโอกาสและวิกฤติได้พอ ๆ กัน
ประการที่ห้า ต้องรักษาคุณภาพสินค้าให้เหมือนเดิมเอาไว้เสมอ ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และพึงคิดเสมอว่าจะต้องยืนอยู่บนขาของตนเองให้ได้ก่อน หากไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ความช่วยเหลือจากภายนอกก็ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ทัน
ประการสุดท้าย หากต้องการประสบความสำเร็จในระยะยาวแล้วละก็ ผู้ประกอบการและผู้บริหาร SMEs จะต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่ว่า “เติบโตอย่างช้า ๆ และก้าวเดินด้วยความระมัดระวัง” (Go Slow, be Cautious) ในสถานการณ์ที่ยากต่อการคาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำเช่นนี้ ผู้ประกอบการต้องใคร่ครวญอย่างรอบครอบก่อนเสมอ ใช้เหตุใช้ผลในการทำธุรกิจในทุกขั้นตอน จึงจะสามารถนำพาธุรกิจผ่าวิกฤตไปได้และพบกับความรุ่งเรืองในอนาคต
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1. โครงสร้างสังคมที่ปรับเปลี่ยน มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการใด
2. การศึกษาโครงสร้างนี้เริ่มขึ้นโดยใคร
3. M-Shaped Society หมายถึงอะไร
นางสาว รัฐยา ชื่นสำโรง เลขทะเบียน 5001103069
เรื่อง สังคมเปลี่ยนไป SMEs จะปรับตัวอย่างไร
ภาครัฐของไต้หวันได้ให้ข้อแนะนำแก่ผู้ประกอบการ SMEs ของเขาในการปรับตัวในสถานการณ์ที่โครงสร้างของสังคมได้ปรับเปลี่ยนไป ซึ่งได้รายงานเอาไว้ในรายงานสถานการณ์ SMEs ปี 2007 เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการของบ้านเราเช่นกัน เพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปนั้นเกิดขึ้นในประเทศคู่ค้าสำคัญของบ้านเราทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา เป็นต้น จึงขอนำมาเล่าต่อ ว่าเขาแนะนำอะไรไว้บ้าง
รายงานที่จะนำมาพูดถึงครั้งนี้ชื่อว่า “SMEs in the M-shaped Society” เป็นการศึกษาปัจจัยสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างของสังคมที่ปรับเปลี่ยนไป ที่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไต้หวัน และยังได้ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยภายนอกที่บีบรัดเข้ามาร่วมด้วยอีกหลายกรณี อาทิ การตีบตันของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องมาจาก จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นมากในราวกลางศตวรรษที่ 21 นี้ ซึ่งจะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติขาดแคลนรุนแรงยิ่งขึ้น และอีกเรื่องหนึ่งคือ ปัญหา “คลื่นลูกที่สาม” หรือเศรษฐกิจองค์ความรู้ ที่ต้องพึ่งพาการวิจัยและพัฒนา เพื่อค้นหานวัตกรรมใหม่ ๆ มาสร้างศักยภาพการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์
“M-shaped Society” หมายถึง โครงสร้างสังคมเมืองสมัยใหม่ ที่คนมีรายได้ระดับกลางเริ่มลดน้อยถอยลงมาก ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้อำนาจการซื้อของผู้คนตกต่ำลง จำนวนประชากรวัยทำงานลดลง จำนวนผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น ช่องว่างทางสังคมระหว่างคนรวยกับคนจนยิ่งห่างกันมากขึ้น ทำให้เกิดตลาดขึ้นมาสองด้าน คือ ด้านผู้มีรายได้น้อย กับด้านของผู้มีรายได้สูง
การศึกษาโครงสร้างใหม่ของสังคมนี้ เริ่มขึ้นโดยนักยุทธศาสตร์ทางธุรกิจชาวญี่ปุ่นชื่อ Mr.Kenichi Ohmae ภาครัฐของไต้หวันได้นำมาเป็นแบบในการศึกษาสภาพสังคมของไต้หวัน ซึ่งพบว่า สังคมไต้หวันก็ก้าวเข้าสู่สภาพ M-shape Society แล้วเช่นกัน และสภาพสังคมดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
จากการศึกษายังพบว่า ผู้คนในไต้หวันนอกจากมีความเป็นอยู่ฝืดเคืองแล้ว ยังทำให้คนส่วนใหญ่ยากจนลง การจ้างงานเลวร้ายลงเรื่อย ๆ ปัจจุบัน สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะจ้างผู้เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยทำงานเป็นค่าจ้างรายชั่วโมง คนงานอื่น ๆ มีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยต่อไป เงินโบนัสก็หายากมากขึ้น เพราะเจ้าของกิจการต้องพยายามลดต้นทุนทุกอย่างที่พอจะทำได้ เนื่องจาก ต้นทุนในการผลิตสินค้าในไต้หวันสูงขึ้นมาก จากการรวบรวมข้อมูลของนิตยสาร Commonwealth พบว่า ผลการประกอบการของโรงงานขนาดใหญ่ในไต้หวันใน 10 ปีที่ผ่านมา มียอดขายเพิ่มขึ้นจริง แต่ผลกำไรกลับไม่เพิ่มตาม บางปีกลับตกต่ำลงกว่าเดิมก็มี ทั้งนี้เพราะต้นทุนในการประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในรายงานได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ SMEs ว่าจะสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้หรือไม่ ในสถานการณ์สังคมใหม่นี้ โดยได้แนะนำ การวางยุทธศาสตร์ทางการตลาดในสังคม M-shaped เอาไว้หลายประการด้วยกัน ลองติดตามศึกษากันดูก็แล้วกัน เพื่อจะเป็นแนวทางในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป สำหรับผู้ประกอบการในบ้านเรา
ประการแรก เขาเตือนเอาไว้ว่า เรามีโลกอยู่เพียงใบเดียวนี้เท่านั้น ฉะนั้น การใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติสมควรทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ด้วยสภาพจำกัดดังกล่าว ผู้ประกอบการ SMEs จะถูกกดดันให้ปรับปรุงขบวนการผลิตให้ประหยัดพลังงานมากที่สุด และสร้างผลผลิตที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนยุทธศาสตร์การตลาดนั้นต้อง มุ่งไปสู่ลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก เพราะพวกนี้นับวันแต่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นและจะเป็นศูนย์กลางการกำหนดความต้องการสินค้าในตลาด
ส่วนคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์นั้น นอกจากราคาไม่แพงแล้ว ยังต้องสร้างความรู้สึกให้กับผู้บริโภคว่า สินค้าของเราเป็นสินค้ามีระดับ มีความหรูหราสมราคา แต่จะมีอายุการใช้งานสั้นลงกว่าเดิมก็ไม่เป็นไร หากทำได้เช่นนี้ก็จะพบกับความสำเร็จได้
ประการที่สอง เป็นการวางยุทธศาสตร์ในตลาดผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีด้วยกัน ดังต่อไปนี้
1. เพิ่มมูลค่าเพิ่มในสินค้าแต่รักษาราคาให้ต่ำไว้ (Grow Value-added while Keeping Prices Low) ผู้ประกอบการสามารถใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมาสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความรู้สึกที่ดีกับผู้บริโภค
2. สร้างสินค้าที่มีสมรรถภาพการใช้งานได้ดี จะดีกว่าสินค้าที่ใช้ได้ทนนาน (Practicality Rather than Durability) สร้างความดึงดูดใจสำหรับผู้มีรายได้น้อย ควรเพิ่มอรรถประโยชน์และฟังก์ชั่นการใช้งานในสินค้าให้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้สินค้ามีคุณภาพสมเหตุสมผลมากขึ้น
3. เพิ่มช่องทางในการกระจายสินค้ให้มากขึ้น เพื่อสร้างความสะดวกในการซื้อหาของผู้บริโภค
4. สร้างประสิทธิภาพในการใช้สอยให้กับสินค้า ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ (Making Effective Use of Information Technology)
ประการที่สาม ประชาคมโลกจะมีความรู้สึกร่วมในการพิทักษ์ปกป้องโลกจากการล่มสลาย กรณีปัญหาทรัพยากรธรรมชาติกำลังลดน้อยถอยลง พวกเขาจะรู้สึกภาคภูมิใจหากสามารถใช้สอยข้าวของที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ฉะนั้น ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องเข้าใจความรู้สึกร่วมนี้ของลูกค้า และพยายามผลิตสินค้าออกมาแล้วให้ความรู้สึกว่าเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมให้มากที่สุด และอยู่ในความประหยัดในการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ
ประการที่สี่ ผู้ประกอบการและผู้บริหาร SMEs จะต้องยอมรับว่าสภาพทางธุรกิจในโลกปัจจุบันมีความพลิกผันและมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในศตวรรษที่ 21 นี้ ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างนวัตกรรม จะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา การป้องกันประเทศ โครงสร้างประชากร และวัฒนธรรม เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้พฤติกรรมและนิสัยใจคอของผู้บริโภคปรับเปลี่ยนไปด้วย ฉะนั้น บริษัทที่จะประสบความสำเร็จได้จะต้องมุ่งเป้าสู่การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถือเป็นความท้าทายต่อความสามารถในการบริหารธุรกิจทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อม ซึ่งอาจจะนำไปสู่ทั้งโอกาสและวิกฤติได้พอ ๆ กัน
ประการที่ห้า ต้องรักษาคุณภาพสินค้าให้เหมือนเดิมเอาไว้เสมอ ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และพึงคิดเสมอว่าจะต้องยืนอยู่บนขาของตนเองให้ได้ก่อน หากไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ความช่วยเหลือจากภายนอกก็ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ทัน
ประการสุดท้าย หากต้องการประสบความสำเร็จในระยะยาวแล้วละก็ ผู้ประกอบการและผู้บริหาร SMEs จะต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่ว่า “เติบโตอย่างช้า ๆ และก้าวเดินด้วยความระมัดระวัง” (Go Slow, be Cautious) ในสถานการณ์ที่ยากต่อการคาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำเช่นนี้ ผู้ประกอบการต้องใคร่ครวญอย่างรอบครอบก่อนเสมอ ใช้เหตุใช้ผลในการทำธุรกิจในทุกขั้นตอน จึงจะสามารถนำพาธุรกิจผ่าวิกฤตไปได้และพบกับความรุ่งเรืองในอนาคต
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1. โครงสร้างสังคมที่ปรับเปลี่ยน มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการใด
2. การศึกษาโครงสร้างนี้เริ่มขึ้นโดยใคร
3. M-Shaped Society หมายถึงอะไร
จัดทำโดย
นาย องอาจ เชื้อพลายเวช เลขทะเบียน 5001103095
เรื่อง ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยใน ไตรมาสที่ 2 มีเสถียรภาพมากขึ้น แม้เศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาสที่ 2 จะยังหดตัว แต่มีอัตราการหดตัวชะลอตัวลงจากไตรมาสแรกที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะตกต่ำกว่านี้มีน้อยลง โดยมองว่า เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 จะมีอัตราการขยายตัวติดลบน้อยลงจากไตรมาสแรกได้ซึ่งเป็นผลจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีความชัดเจนมากขึ้น และคำสั่งซื้อสินค้าที่เริ่มกลับเข้ามาประกอบกับ ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน พ.ค. ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 45.4 เพิ่มขึ้นจาก 39.2 ในเดือน เม.ย.ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 50.2 เป็นครั้งแรก ในรอบ 15 เดือน หลังนักลงทุนคลายความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า เศรษฐกิจไทยจะผ่านจุดต่ำสุดแล้วหรือไม่
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ใครเป็นผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย
2.ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน พ.ค. ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับใด
3.ดัชนีคาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า ปรับขึ้นมาอยู่ที่เท่าไหร่
นาย องอาจ เชื้อพลายเวช เลขทะเบียน 5001103095
เรื่อง ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยใน ไตรมาสที่ 2 มีเสถียรภาพมากขึ้น แม้เศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาสที่ 2 จะยังหดตัว แต่มีอัตราการหดตัวชะลอตัวลงจากไตรมาสแรกที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะตกต่ำกว่านี้มีน้อยลง โดยมองว่า เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 จะมีอัตราการขยายตัวติดลบน้อยลงจากไตรมาสแรกได้ซึ่งเป็นผลจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีความชัดเจนมากขึ้น และคำสั่งซื้อสินค้าที่เริ่มกลับเข้ามาประกอบกับ ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน พ.ค. ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 45.4 เพิ่มขึ้นจาก 39.2 ในเดือน เม.ย.ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 50.2 เป็นครั้งแรก ในรอบ 15 เดือน หลังนักลงทุนคลายความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า เศรษฐกิจไทยจะผ่านจุดต่ำสุดแล้วหรือไม่
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ใครเป็นผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย
2.ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน พ.ค. ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับใด
3.ดัชนีคาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า ปรับขึ้นมาอยู่ที่เท่าไหร่
จัดทำโดย
นางสาว ชลธิชา บุญเที่ยง เลขทะเบียน 5001103110
เรื่อง พันธบัตรรัฐบาล
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำหรับการเปิดจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลไทยเข้มแข็ง วงเงิน 50,000 ล้านบาท ให้แก่ผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. นี้นั้น หากประชาชนได้เข้าคิวซื้อธนบัตรแล้วพบเห็นการจองซื้อล่วงหน้า สามารถแจ้งเบาะแสกลับมาได้ที่กระทรวงการคลัง ซึ่งแบงก์ที่กระทำการดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าร่วมโครงการจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลไทยเข้มแข็งในรอบต่อๆ ไป อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นได้กำชับ 7 แบงก์ที่ร่วมโครงการแล้วว่าอย่าได้มีการจองสิทธิ์ล่วงหน้าให้แก่ผู้อื่นอย่างเด็ดขาด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนของงบประมาณโครงการเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งวงเงิน 1 ล้านล้านบาท ที่พร้อมเริ่มดำเนินการได้ในปีนี้นั้น มีโครงการวงเงิน 600,000 ล้านบาท ที่ต้องรอการกลั่นกรอง ซึ่งคาดว่าช่วงสิ้นเดือนก.ค. จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ และในส่วนงบประมาณที่เหลืออีก 430,000 ล้านบาท นั้น ต้องรอระยะเวลาอีก 1 ปี จึงจะเริ่มดำเนินโครงการ
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.พันธบัตรที่เปิดให้จำหน่ายมีชื่อว่าอะไร
2.มีแบงค์กี่แห่งที่เข้าร่วมโครงการนี้
3.นายกรณ์ จาติกวณิช ดำรงตำแหน่งใด
นางสาว ชลธิชา บุญเที่ยง เลขทะเบียน 5001103110
เรื่อง พันธบัตรรัฐบาล
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำหรับการเปิดจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลไทยเข้มแข็ง วงเงิน 50,000 ล้านบาท ให้แก่ผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. นี้นั้น หากประชาชนได้เข้าคิวซื้อธนบัตรแล้วพบเห็นการจองซื้อล่วงหน้า สามารถแจ้งเบาะแสกลับมาได้ที่กระทรวงการคลัง ซึ่งแบงก์ที่กระทำการดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าร่วมโครงการจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลไทยเข้มแข็งในรอบต่อๆ ไป อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นได้กำชับ 7 แบงก์ที่ร่วมโครงการแล้วว่าอย่าได้มีการจองสิทธิ์ล่วงหน้าให้แก่ผู้อื่นอย่างเด็ดขาด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนของงบประมาณโครงการเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งวงเงิน 1 ล้านล้านบาท ที่พร้อมเริ่มดำเนินการได้ในปีนี้นั้น มีโครงการวงเงิน 600,000 ล้านบาท ที่ต้องรอการกลั่นกรอง ซึ่งคาดว่าช่วงสิ้นเดือนก.ค. จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ และในส่วนงบประมาณที่เหลืออีก 430,000 ล้านบาท นั้น ต้องรอระยะเวลาอีก 1 ปี จึงจะเริ่มดำเนินโครงการ
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.พันธบัตรที่เปิดให้จำหน่ายมีชื่อว่าอะไร
2.มีแบงค์กี่แห่งที่เข้าร่วมโครงการนี้
3.นายกรณ์ จาติกวณิช ดำรงตำแหน่งใด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)