จัดทำโดย
นาย องอาจ เชื้อพลายเวช เลขทะเบียน 5001103095
เรื่อง นักเศรษฐศาสตร์คาดธนาคารกลางยุโรปอาจตรึงดอกเบี้ยที่ 1%
นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในวันนี้ ในขณะที่กำลังพยายามเพิ่มสภาพคล่องในตลาดสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจกลับมาขยายตัวอีกครั้งในไตรมาสนี้ โดยนักเศรษฐศาสตร์ 52 รายจากการสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์กคาดการณ์ว่า ฌอง-คล้อด ทริเช่ ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ในวันนี้ และไม่น่าจะใช้มาตรการใดเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่ทางธนาคารกำลังประเมินผลกระทบจากโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์และปล่อยสินเชื่อ 12 เดือนให้กับธนาคารต่างๆ "ดูเหมือนว่าสภาพเศรษฐกิจจะดีขึ้นเร็วเกินคาด ถึงกระนั้นการฟื้นตัวเต็มที่คงต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป" นิค คูนิส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก ฟอร์ทิส แบงค์ ในอัมสเตอร์ดัม กล่าว "เราแค่เปลี่ยนจากจุดที่แย่มาเป็นแย่น้อยลง ยังไม่ถึงขั้นดีเลิศ" นักเศรษฐศาสตร์จากบาร์เคลย์ส แคปิตอล คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัว 0.3% ในไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวอย่างเต็มที่คงไม่ง่ายนัก เนื่องจากอัตราว่างงานยังพุ่งสูงและดัชนีราคาผู้บริโภคยังร่วงเร็วสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าเศรษฐกิจยุโรปจะเป็นเศรษฐกิจหลักที่ทำผลงานได้แย่สุดในปีหน้า
ทั้งนี้ ธนาคารกลางยุโรปจะประกาศผลการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในเวลา 13.45 น.ตามเวลาท้องถิ่น และทริเช่จะจัดการแถลงข่าวหลังจากนั้น 45 นาที ในขณะเดียวกัน ผลสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์กเผยว่าธนาคารกลางอังกฤษอาจตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.5% ในวันนี้เช่นกัน
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ฌอง-คล้อด ทริเช่ คือใคร
2.ใครคือผู้ที่กล่าวว่า "เราแค่เปลี่ยนจากจุดที่แย่มาเป็นแย่น้อยลง ยังไม่ถึงขั้นดีเลิศ"
3.นักเศรษฐศาสตร์จากบาร์เคลย์ส แคปิตอล คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัว 0.3% ในไตรมาสใด
วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552
จัดทำโดย
นาย ผณินทร ประเสริฐศรี เลขทะเบียน 5001103083
เรื่อง โบรกฯ แนะซื้อ/ถือSCCC รอปันผล,ยอดขายโตตามความต้องการฟื้นเร็วกว่าคาด
โบรกฯ แนะ"ซื้อ/ถือ"หุ้น บมจ.ปูนซิเมนต์นครหลวง(SCCC)มองยอดขายและราคาซีเมนต์จะดีขึ้นในช่วงหลังจากไตรมาส 2/52 ที่ได้มีการปรับขึ้นราคาขาย ประกอบกับในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาความต้องการใช้ปูนซิเมนต์ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี ประกอบกับการที่ภาครัฐมีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจน่าจะมีผลช่วยความต้องการปูนฯ ฟื้นตัวมากขึ้นอีก และคาดว่าจะถึงจุด Peak ในไตรมาส 1/53 สำนักวิจัย บล.ทิสโก้ คาดว่า ผลประกอบการของ SCCC จะดีขึ้นในไตรมาส 3/52 จากการปรับขึ้นราคาขายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยชดเชยต้นทุนถ่านหินที่เพิ่มขึ้นมาถึง 12 เหรียญฯ/ตัน ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการในปี 53 ยังคงเป็นบวก เนื่องจากคาดว่าความต้องการปูนซีเมนต์จะฟื้นตัวและการประหยัดต้นทุน 500 ล้านบาทต่อปีจากการเริ่มโครงการระบบการนำพลังงานความร้อนกลับมาใช้ใหม่(Waste-Heat Recovery) สำหรับเตาเผา 5 และ 6 ในปีหน้า
ขณะที่นางสาวจิตรลดา เลขาพันธ์ บล.ไอร่า กล่าวว่า SCCC ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลงวด 6 เดือนแรกประจำปี 52 อัตราหุ้นละ 6 บาท ซึ่งคิดเป็น Payout Ratio สูงถึง 92% ซึ่งสูงกว่าที่เราประมาณการไว้ที่ 80% และหากประเมินภายใต้สมมติฐาน Payout Ratio 80% เช่นเดิม คาดว่าทั้งปีน่าจะจ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 10.50 บาท เท่ากับว่าคงเหลือจ่ายในงวดครึ่งปีหลังอีก 4.50 บาท/หุ้น
"ส่วนครึ่งปีหลังมองว่ายอดขายจะกระเตื้องในไตรมาส 4 ซึ่งตามฤดูกาลไตมาส 2 กับไตรมาส 3 ของปีจะไม่ค่อยดี เพราะไตรมาส 2 มีวันหยุดเยอะ ไตรมาส 3 ก็เป็นช่วงหน้าฝน ทำให้การทำงานทำได้ไม่เต็มที่ แต่จะกระเตื้องขึ้นในไตรมาส 4 และจะไป Peak ในไตรมาส 1 ของปีถัดไป"นางสาวจิตรลดา กล่าว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันราคาหุ้น SCCC ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว ดังนั้น ใครที่คิดจะซื้อแนะนำ"ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว"แถวๆราคา 183 บาทน่าจะเหมาะสม ส่วนที่ถืออยู่แนะนำให้"ถือต่อไป"และรอรับเงินปันผลอีกครั้งในงวดครึ่งปีหลัง
ส่วน บล.ธนชาต มองว่า ไตรมาส 3/52 ยอดขายและราคาซิเมนต์น่าจะดีขึ้นตามแนวโน้มความต้องการซิเมนต์ในประเทศ ซึ่งในเดือน มิ.ย.52 ความต้องการเพิ่มขึ้นราว 5.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปีครึ่งที่เราเห็นปริมาณความต้องการซีเมนต์เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ แนวโน้มที่เป็นบวกน่าจะมีต่อเนื่องไปจนถึงช่วงไตรมาส 3/52 เนื่องจากจะเริ่มมีโครงการใหม่ของภาคเอกชน และภาครัฐออกมา นอกจากนี้ ผู้บริหารยังเปิดเผยว่าบริษัทฯ จะปรับลดส่วนลดที่ให้กับลูกค้าลง และปรับราคาให้กลับมาสู่ระดับปกติที่ 1,800 บาท/ตัน
อย่างไรก็ตาม บล.ธนชาตอยู่ในช่วงทบทวนประมาณการกำไรของ SCCC ในปี 52 และปี 53-54 เนื่องจากปริมาณขายกำลังฟื้นตัวเร็วกว่าที่เราคาดไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนั้น อัตราดอกเบี้ยยังต่ำกว่าที่เราคาดไว้อีกด้วย จึงยังคงแนะนำ “ซื้อ" SCCC เป็น Top Pick ในกลุ่มฯ เนื่องจากเป็นบริษัทที่สร้างเงินสดได้ดี และได้รับประโยชน์อย่างมากเมื่อความต้องการซีเมนต์ฟื้นตัว เพราะมีต้นทุนคงที่
ที่มา www. google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.นางสาว จิตรลดา มองว่าครึ่งปีหลังยอดขายจะกระเตื้องในไตรมาส ที่เท่าใด
2.ส่วน บล.ธนชาตินั้นคาดว่า ยอดขายของ sccc จะดีขึ้นในไตรมาสไหน
3.นางสาวจิตรลดา เลขาพันธ์ ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลงวด 6 เดือนแรกประจำปี 52 อัตราหุ้นละ 6 บาท ซึ่งคิดเป็น Payout Ratio กี่%
นาย ผณินทร ประเสริฐศรี เลขทะเบียน 5001103083
เรื่อง โบรกฯ แนะซื้อ/ถือSCCC รอปันผล,ยอดขายโตตามความต้องการฟื้นเร็วกว่าคาด
โบรกฯ แนะ"ซื้อ/ถือ"หุ้น บมจ.ปูนซิเมนต์นครหลวง(SCCC)มองยอดขายและราคาซีเมนต์จะดีขึ้นในช่วงหลังจากไตรมาส 2/52 ที่ได้มีการปรับขึ้นราคาขาย ประกอบกับในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาความต้องการใช้ปูนซิเมนต์ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี ประกอบกับการที่ภาครัฐมีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจน่าจะมีผลช่วยความต้องการปูนฯ ฟื้นตัวมากขึ้นอีก และคาดว่าจะถึงจุด Peak ในไตรมาส 1/53 สำนักวิจัย บล.ทิสโก้ คาดว่า ผลประกอบการของ SCCC จะดีขึ้นในไตรมาส 3/52 จากการปรับขึ้นราคาขายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยชดเชยต้นทุนถ่านหินที่เพิ่มขึ้นมาถึง 12 เหรียญฯ/ตัน ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการในปี 53 ยังคงเป็นบวก เนื่องจากคาดว่าความต้องการปูนซีเมนต์จะฟื้นตัวและการประหยัดต้นทุน 500 ล้านบาทต่อปีจากการเริ่มโครงการระบบการนำพลังงานความร้อนกลับมาใช้ใหม่(Waste-Heat Recovery) สำหรับเตาเผา 5 และ 6 ในปีหน้า
ขณะที่นางสาวจิตรลดา เลขาพันธ์ บล.ไอร่า กล่าวว่า SCCC ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลงวด 6 เดือนแรกประจำปี 52 อัตราหุ้นละ 6 บาท ซึ่งคิดเป็น Payout Ratio สูงถึง 92% ซึ่งสูงกว่าที่เราประมาณการไว้ที่ 80% และหากประเมินภายใต้สมมติฐาน Payout Ratio 80% เช่นเดิม คาดว่าทั้งปีน่าจะจ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 10.50 บาท เท่ากับว่าคงเหลือจ่ายในงวดครึ่งปีหลังอีก 4.50 บาท/หุ้น
"ส่วนครึ่งปีหลังมองว่ายอดขายจะกระเตื้องในไตรมาส 4 ซึ่งตามฤดูกาลไตมาส 2 กับไตรมาส 3 ของปีจะไม่ค่อยดี เพราะไตรมาส 2 มีวันหยุดเยอะ ไตรมาส 3 ก็เป็นช่วงหน้าฝน ทำให้การทำงานทำได้ไม่เต็มที่ แต่จะกระเตื้องขึ้นในไตรมาส 4 และจะไป Peak ในไตรมาส 1 ของปีถัดไป"นางสาวจิตรลดา กล่าว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันราคาหุ้น SCCC ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว ดังนั้น ใครที่คิดจะซื้อแนะนำ"ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว"แถวๆราคา 183 บาทน่าจะเหมาะสม ส่วนที่ถืออยู่แนะนำให้"ถือต่อไป"และรอรับเงินปันผลอีกครั้งในงวดครึ่งปีหลัง
ส่วน บล.ธนชาต มองว่า ไตรมาส 3/52 ยอดขายและราคาซิเมนต์น่าจะดีขึ้นตามแนวโน้มความต้องการซิเมนต์ในประเทศ ซึ่งในเดือน มิ.ย.52 ความต้องการเพิ่มขึ้นราว 5.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปีครึ่งที่เราเห็นปริมาณความต้องการซีเมนต์เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ แนวโน้มที่เป็นบวกน่าจะมีต่อเนื่องไปจนถึงช่วงไตรมาส 3/52 เนื่องจากจะเริ่มมีโครงการใหม่ของภาคเอกชน และภาครัฐออกมา นอกจากนี้ ผู้บริหารยังเปิดเผยว่าบริษัทฯ จะปรับลดส่วนลดที่ให้กับลูกค้าลง และปรับราคาให้กลับมาสู่ระดับปกติที่ 1,800 บาท/ตัน
อย่างไรก็ตาม บล.ธนชาตอยู่ในช่วงทบทวนประมาณการกำไรของ SCCC ในปี 52 และปี 53-54 เนื่องจากปริมาณขายกำลังฟื้นตัวเร็วกว่าที่เราคาดไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนั้น อัตราดอกเบี้ยยังต่ำกว่าที่เราคาดไว้อีกด้วย จึงยังคงแนะนำ “ซื้อ" SCCC เป็น Top Pick ในกลุ่มฯ เนื่องจากเป็นบริษัทที่สร้างเงินสดได้ดี และได้รับประโยชน์อย่างมากเมื่อความต้องการซีเมนต์ฟื้นตัว เพราะมีต้นทุนคงที่
ที่มา www. google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.นางสาว จิตรลดา มองว่าครึ่งปีหลังยอดขายจะกระเตื้องในไตรมาส ที่เท่าใด
2.ส่วน บล.ธนชาตินั้นคาดว่า ยอดขายของ sccc จะดีขึ้นในไตรมาสไหน
3.นางสาวจิตรลดา เลขาพันธ์ ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลงวด 6 เดือนแรกประจำปี 52 อัตราหุ้นละ 6 บาท ซึ่งคิดเป็น Payout Ratio กี่%
จัดทำโดย
นางสาว รัฐยา ชื่นสำโรง เลขทะเบียน 5001103069
เรื่อง โบรกเกอร์ AFET พร้อมให้บริการประมูลข้าวผ่าน AFET
ตามที่กระทรวงพาณิชย์จะนำสต็อกข้าวจากรัฐบาลมาทำการประมูลผ่าน AFET ในวันที่ 6 สิงหาคม 2552 โดยเป็นข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 จำนวน 300,000 ตัน ซึ่งขณะนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการโรงสีและผู้ส่งออกข้าวเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงที่ตลาดมีความต้องการข้าวหอมมะลิ ทั้งการบริโภคภายในและส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งสำนักงาน ก.ส.ล. เชื่อว่าจะช่วยให้ปริมาณการซื้อขายล่วงหน้าใน AFET มีสภาพคล่องมากขึ้น ปัจจุบันนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าทั้ง 6 รายได้เตรียมความพร้อมในการให้บริการในเรื่องดังกล่าวและสำนักงาน ก.ส.ล. ขอยืนยันว่าผู้ประกอบธุรกิจการซื้อขายล่วงหน้า ประเภทนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าทุกรายที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ยังสามารถเปิดให้บริการแก่ลูกค้าได้ตามปกติ โดยสำนักงาน ก.ส.ล.และ AFET ได้มีการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าทุกรายสามารถดำรงสภาพคล่องและปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดได้ จึงขอให้ทุกท่านที่เกี่ยวข้องมีความมั่นใจได้ว่า การซื้อขายล่วงหน้าใน AFET จะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ส.ล. ทั้งนี้สามารถตรวจสอบรายชื่อนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าได้ที่ www.aftc.or.th
ทีมา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ตามที่กระทรวงพาณิชย์จะนำสต็อกข้าวจากรัฐบาลมาทำการประมูลผ่าน AFET โดยเป็นข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 จำนวนกี่ตัน
2.งานประมูลข้าวครั้งนี้จัดขึ้นวันที่เท่าไหร่
3.สามารถตรวจสอบรายชื่อนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าได้ที่ www.อะไร
นางสาว รัฐยา ชื่นสำโรง เลขทะเบียน 5001103069
เรื่อง โบรกเกอร์ AFET พร้อมให้บริการประมูลข้าวผ่าน AFET
ตามที่กระทรวงพาณิชย์จะนำสต็อกข้าวจากรัฐบาลมาทำการประมูลผ่าน AFET ในวันที่ 6 สิงหาคม 2552 โดยเป็นข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 จำนวน 300,000 ตัน ซึ่งขณะนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการโรงสีและผู้ส่งออกข้าวเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงที่ตลาดมีความต้องการข้าวหอมมะลิ ทั้งการบริโภคภายในและส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งสำนักงาน ก.ส.ล. เชื่อว่าจะช่วยให้ปริมาณการซื้อขายล่วงหน้าใน AFET มีสภาพคล่องมากขึ้น ปัจจุบันนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าทั้ง 6 รายได้เตรียมความพร้อมในการให้บริการในเรื่องดังกล่าวและสำนักงาน ก.ส.ล. ขอยืนยันว่าผู้ประกอบธุรกิจการซื้อขายล่วงหน้า ประเภทนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าทุกรายที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ยังสามารถเปิดให้บริการแก่ลูกค้าได้ตามปกติ โดยสำนักงาน ก.ส.ล.และ AFET ได้มีการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าทุกรายสามารถดำรงสภาพคล่องและปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดได้ จึงขอให้ทุกท่านที่เกี่ยวข้องมีความมั่นใจได้ว่า การซื้อขายล่วงหน้าใน AFET จะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ส.ล. ทั้งนี้สามารถตรวจสอบรายชื่อนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าได้ที่ www.aftc.or.th
ทีมา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ตามที่กระทรวงพาณิชย์จะนำสต็อกข้าวจากรัฐบาลมาทำการประมูลผ่าน AFET โดยเป็นข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 จำนวนกี่ตัน
2.งานประมูลข้าวครั้งนี้จัดขึ้นวันที่เท่าไหร่
3.สามารถตรวจสอบรายชื่อนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าได้ที่ www.อะไร
จัดทำโดย
นางสาว ชลธิชา บุญเที่ยง เลขทะเบียน 5001103110
เรื่อง กรมส่งเสริมการส่งออก ผนึก ทรู ยกระดับตลาดการค้าไทย เสริมความรู้ สร้างรายได้ให้นักธุรกิจไทย เปิดตัว
กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ประกาศความร่วมมือกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมยกระดับตลาดสินค้าไทยสู่สายตาทั่วโลก เสริมความรู้ สร้างรายได้ให้นักธุรกิจไทย พร้อมเปิดตัวนวัตกรรม www.TrueWorldExpo.com ศูนย์รวมงาน เอ็กซ์โปแสดงสินค้าแบบเวอร์ชวล (Virtual) บนโลกออนไลน์ ที่เปิดให้ผู้ประกอบธุรกิจไทยนำเสนอสินค้าจัดแสดงได้ตลอด 365 วัน ด้วยรูปแบบที่ทันสมัย ปรับเปลี่ยนสินค้าได้ตามต้องการ ประเดิมโชว์ 2 งานแสดงเอ็กซ์โปยักษ์ใหญ่ประจำปีบนโลกไซเบอร์ ได้แก่ งานแสดงสินค้าแฟชั่น และงานแสดงสินค้าเครื่องหนัง (BIFF & BIL) และงานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน (BIG & BIH) เพิ่มความสะดวกให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศและในประเทศลงทะเบียนเข้าชมงาน และแจ้งความจำนงนัดหมายเยี่ยมชมบูธล่วงหน้า พร้อมเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบ การจัดแสดงสินค้าบนโลกไซเบอร์ เสริมภาพลักษณ์การส่งออกของไทย ทั้งมอบข้อเสนอพิเศษ คอนเวอร์เจนซ์กลุ่มทรู เพื่อสมาชิกกรมส่งเสริมการส่งออก มั่นใจกระตุ้นยอดส่งออกไทยเติบโต ยิ่งขึ้น
นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงโครงการ "กรมส่งเสริมการส่งออกร่วมกับทรู เสริมความรู้ สร้างรายได้ให้ธุรกิจไทย" ว่ากรมฯมีความยินดีที่ได้ร่วมมือ กับทรู ในฐานะผู้นำชีวิตคอนเวอร์เจนซ์ ไลฟ์สไตล์ มุ่งเพิ่มศักยภาพธุรกิจไทย ให้มีการพัฒนา เปิดตลาด การค้าผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) ซึ่งมีการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเสริมความรู้ สร้าง รายได้ ให้ธุรกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งใน การขยายช่องทาง และการพัฒนาตลาดใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ ทดแทนกำลังซื้อที่หายไปจากในช่วงปีที่ผ่านมาที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ ทั้งด้านการเงินของโลก รวมถึงโรคระบาดไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นต้น ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจโดยทั่วไป ซึ่งประเทศไทย ก็ได้รับผลกระทบทั่วถึงทั้งระบบ ทั้งภาคธุรกิจบริการ ภาคอุตสาหกรรมทั้งในประเทศ และการส่งออก โดยเฉพาะภาคธุรกิจการส่งออก ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 70 ของ GDP ของประเทศไทย
กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรง ต่อการมุ่งส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจการค้า การส่งออก มีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกในการให้บริการผู้ประกอบธุรกิจ ศึกษาหา ช่องทางตลาดใหม่ๆให้กับผู้ประกอบการ จึงมีดำริในการจัดโครงการดังกล่าว โดยเป็นไปตามนโยบายของ ฯพณฯ นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ ผู้ส่งออกไทย ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ เป็นทางเลือกใหม่ในการส่งออก เพื่อทดแทนปัญหา ภาคการส่งออก โดยเปิดกว้างให้กับผู้ประกอบการและผู้ส่งออกที่เป็นสมาชิกของกรมส่งเสริมการส่งออก (Export List) ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 10,000 ราย สมาชิกด้านการค้าเพื่อการส่งออก (Trade Mart) และ นักธุรกิจ หรือผู้ประกอบการใหม่ที่สนใจเกี่ยวกับการส่งออก เข้าร่วมฝึกอบรมและสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มพูนทักษะการดำเนินธุรกิจบนตลาดออนไลน์กับเว็บไซต์ weloveshopping.com พร้อมให้คำปรึกษา เชิงลึกแก่ผู้ส่งออกไทยทั่วประเทศ
นายอติรุฒม์ โตทวีแสนสุข กรรมการผู้จัดการ คอนเวอร์เจนซ์ กลุ่มบริษัททรู และกรรมการ ผู้จัดการ กลุ่มลูกค้าธุรกิจ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า กลุ่มทรูมุ่งมั่นคิดค้นพัฒนานวัตกรรม และโซลูชั่นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ทรูพร้อมนำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและด้านธุรกิจออนไลน์ สนับสนุนภาครัฐและผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมชาวไทย โดยร่วมกับกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์เปิดตัวนวัตกรรม www.TrueWorldExpo.com งานแสดงสินค้าแบบเวอร์ชวลบนโลกออนไลน์ เปิดให้นักธุรกิจนำเสนอสินค้าออกสู่สายตาทั่วโลก ตลอด 365 วัน ซึ่งมีการจัดแสดงสินค้าพร้อมๆ กัน ถึง 9 ฮอลล์บนโลกออนไลน์ ครอบคลุมทุกหมวดธุรกิจ ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการที่ สนใจร่วมออกบูธ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายการนำสินค้าไปจัดแสดงต่างประเทศ รวมไปจนถึงค่าตกแต่งบูธ และค่าจ้างพนักงานประจำบูธ และที่โดดเด่นที่สุดคือ มีฮอลล์แสดงสินค้างานเอ็กซ์โปชั้นนำทั้งระดับอาเซียน และระดับโลก ที่กรมส่งเสริมการส่งออกจัดขึ้นเป็นประจำมาจัดแสดง โดยนำร่องด้วย 2 งานยักษ์ใหญ่ ประจำปี ได้แก่ งานแสดงสินค้าแฟชั่น และงานแสดงสินค้าเครื่องหนัง (BIFF & BIL) ในวันที่ 13 -16 สิงหาคม 2552 และงานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน (BIG & BIH) ระหว่างวันที่ 13 -18 ตุลาคม 2552 โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศและในประเทศสามารถลงทะเบียนเข้าชมงาน ตลอดจนแจ้งความต้องการ รวมทั้งกำหนดการที่จะมาเยี่ยมชมบูธที่สนใจล่วงหน้า ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการสามารถทราบความต้องการและกำหนดข้อเสนอการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้หลังจากงานแสดงจริงสิ้นสุดลง ผู้ซื้อและเจ้าของสินค้ายังสามารถเจรจาการค้าได้ต่อเนื่องผ่านทางเว็บไซต์นี้อีกด้วย
“ทรู มั่นใจว่าการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเช่น TrueWorldExpo ร่วมเปิดตลาดศูนย์งานนิทรรศการออนไลน์ จะเป็นการพลิกโฉมหน้าครั้งยิ่งใหญ่ในการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้และในอนาคต ทั้งยังสามารถตอบโจทย์ ความต้องการของผู้ประกอบการและลูกค้าได้อย่างไร้ขีดจำกัด และสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีขยายตัวสูงถึง 30-35% หรือเป็นมูลค่า 500,000 ล้านบาท”
ที่มา www.google .com
คำถามท้ายเรื่อง
1.กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ประกาศความร่วมมือกับ บริษัทใดในการยกระดับตลาดสินค้าไทยสู่สายตาทั่วโลก
2.อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ คือใคร
3.ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ เป็นทางเลือกใหม่ในการส่งออก เพื่อทดแทนปัญหา ภาคการส่งออก โดยเปิดกว้างให้กับผู้ประกอบการและผู้ส่งออกที่เป็นสมาชิกของกรมส่งเสริมการส่งออก (Export List) ซึ่งปัจจุบันมี สมาชิกด้านการค้าเพื่อการส่งออกประมาณเท่าไหร่
นางสาว ชลธิชา บุญเที่ยง เลขทะเบียน 5001103110
เรื่อง กรมส่งเสริมการส่งออก ผนึก ทรู ยกระดับตลาดการค้าไทย เสริมความรู้ สร้างรายได้ให้นักธุรกิจไทย เปิดตัว
กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ประกาศความร่วมมือกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมยกระดับตลาดสินค้าไทยสู่สายตาทั่วโลก เสริมความรู้ สร้างรายได้ให้นักธุรกิจไทย พร้อมเปิดตัวนวัตกรรม www.TrueWorldExpo.com ศูนย์รวมงาน เอ็กซ์โปแสดงสินค้าแบบเวอร์ชวล (Virtual) บนโลกออนไลน์ ที่เปิดให้ผู้ประกอบธุรกิจไทยนำเสนอสินค้าจัดแสดงได้ตลอด 365 วัน ด้วยรูปแบบที่ทันสมัย ปรับเปลี่ยนสินค้าได้ตามต้องการ ประเดิมโชว์ 2 งานแสดงเอ็กซ์โปยักษ์ใหญ่ประจำปีบนโลกไซเบอร์ ได้แก่ งานแสดงสินค้าแฟชั่น และงานแสดงสินค้าเครื่องหนัง (BIFF & BIL) และงานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน (BIG & BIH) เพิ่มความสะดวกให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศและในประเทศลงทะเบียนเข้าชมงาน และแจ้งความจำนงนัดหมายเยี่ยมชมบูธล่วงหน้า พร้อมเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบ การจัดแสดงสินค้าบนโลกไซเบอร์ เสริมภาพลักษณ์การส่งออกของไทย ทั้งมอบข้อเสนอพิเศษ คอนเวอร์เจนซ์กลุ่มทรู เพื่อสมาชิกกรมส่งเสริมการส่งออก มั่นใจกระตุ้นยอดส่งออกไทยเติบโต ยิ่งขึ้น
นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงโครงการ "กรมส่งเสริมการส่งออกร่วมกับทรู เสริมความรู้ สร้างรายได้ให้ธุรกิจไทย" ว่ากรมฯมีความยินดีที่ได้ร่วมมือ กับทรู ในฐานะผู้นำชีวิตคอนเวอร์เจนซ์ ไลฟ์สไตล์ มุ่งเพิ่มศักยภาพธุรกิจไทย ให้มีการพัฒนา เปิดตลาด การค้าผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) ซึ่งมีการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเสริมความรู้ สร้าง รายได้ ให้ธุรกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งใน การขยายช่องทาง และการพัฒนาตลาดใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ ทดแทนกำลังซื้อที่หายไปจากในช่วงปีที่ผ่านมาที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ ทั้งด้านการเงินของโลก รวมถึงโรคระบาดไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นต้น ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจโดยทั่วไป ซึ่งประเทศไทย ก็ได้รับผลกระทบทั่วถึงทั้งระบบ ทั้งภาคธุรกิจบริการ ภาคอุตสาหกรรมทั้งในประเทศ และการส่งออก โดยเฉพาะภาคธุรกิจการส่งออก ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 70 ของ GDP ของประเทศไทย
กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรง ต่อการมุ่งส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจการค้า การส่งออก มีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกในการให้บริการผู้ประกอบธุรกิจ ศึกษาหา ช่องทางตลาดใหม่ๆให้กับผู้ประกอบการ จึงมีดำริในการจัดโครงการดังกล่าว โดยเป็นไปตามนโยบายของ ฯพณฯ นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ ผู้ส่งออกไทย ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ เป็นทางเลือกใหม่ในการส่งออก เพื่อทดแทนปัญหา ภาคการส่งออก โดยเปิดกว้างให้กับผู้ประกอบการและผู้ส่งออกที่เป็นสมาชิกของกรมส่งเสริมการส่งออก (Export List) ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 10,000 ราย สมาชิกด้านการค้าเพื่อการส่งออก (Trade Mart) และ นักธุรกิจ หรือผู้ประกอบการใหม่ที่สนใจเกี่ยวกับการส่งออก เข้าร่วมฝึกอบรมและสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มพูนทักษะการดำเนินธุรกิจบนตลาดออนไลน์กับเว็บไซต์ weloveshopping.com พร้อมให้คำปรึกษา เชิงลึกแก่ผู้ส่งออกไทยทั่วประเทศ
นายอติรุฒม์ โตทวีแสนสุข กรรมการผู้จัดการ คอนเวอร์เจนซ์ กลุ่มบริษัททรู และกรรมการ ผู้จัดการ กลุ่มลูกค้าธุรกิจ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า กลุ่มทรูมุ่งมั่นคิดค้นพัฒนานวัตกรรม และโซลูชั่นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ทรูพร้อมนำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและด้านธุรกิจออนไลน์ สนับสนุนภาครัฐและผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมชาวไทย โดยร่วมกับกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์เปิดตัวนวัตกรรม www.TrueWorldExpo.com งานแสดงสินค้าแบบเวอร์ชวลบนโลกออนไลน์ เปิดให้นักธุรกิจนำเสนอสินค้าออกสู่สายตาทั่วโลก ตลอด 365 วัน ซึ่งมีการจัดแสดงสินค้าพร้อมๆ กัน ถึง 9 ฮอลล์บนโลกออนไลน์ ครอบคลุมทุกหมวดธุรกิจ ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการที่ สนใจร่วมออกบูธ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายการนำสินค้าไปจัดแสดงต่างประเทศ รวมไปจนถึงค่าตกแต่งบูธ และค่าจ้างพนักงานประจำบูธ และที่โดดเด่นที่สุดคือ มีฮอลล์แสดงสินค้างานเอ็กซ์โปชั้นนำทั้งระดับอาเซียน และระดับโลก ที่กรมส่งเสริมการส่งออกจัดขึ้นเป็นประจำมาจัดแสดง โดยนำร่องด้วย 2 งานยักษ์ใหญ่ ประจำปี ได้แก่ งานแสดงสินค้าแฟชั่น และงานแสดงสินค้าเครื่องหนัง (BIFF & BIL) ในวันที่ 13 -16 สิงหาคม 2552 และงานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน (BIG & BIH) ระหว่างวันที่ 13 -18 ตุลาคม 2552 โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศและในประเทศสามารถลงทะเบียนเข้าชมงาน ตลอดจนแจ้งความต้องการ รวมทั้งกำหนดการที่จะมาเยี่ยมชมบูธที่สนใจล่วงหน้า ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการสามารถทราบความต้องการและกำหนดข้อเสนอการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้หลังจากงานแสดงจริงสิ้นสุดลง ผู้ซื้อและเจ้าของสินค้ายังสามารถเจรจาการค้าได้ต่อเนื่องผ่านทางเว็บไซต์นี้อีกด้วย
“ทรู มั่นใจว่าการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเช่น TrueWorldExpo ร่วมเปิดตลาดศูนย์งานนิทรรศการออนไลน์ จะเป็นการพลิกโฉมหน้าครั้งยิ่งใหญ่ในการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้และในอนาคต ทั้งยังสามารถตอบโจทย์ ความต้องการของผู้ประกอบการและลูกค้าได้อย่างไร้ขีดจำกัด และสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีขยายตัวสูงถึง 30-35% หรือเป็นมูลค่า 500,000 ล้านบาท”
ที่มา www.google .com
คำถามท้ายเรื่อง
1.กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ประกาศความร่วมมือกับ บริษัทใดในการยกระดับตลาดสินค้าไทยสู่สายตาทั่วโลก
2.อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ คือใคร
3.ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ เป็นทางเลือกใหม่ในการส่งออก เพื่อทดแทนปัญหา ภาคการส่งออก โดยเปิดกว้างให้กับผู้ประกอบการและผู้ส่งออกที่เป็นสมาชิกของกรมส่งเสริมการส่งออก (Export List) ซึ่งปัจจุบันมี สมาชิกด้านการค้าเพื่อการส่งออกประมาณเท่าไหร่
จัดทำโดย
นางสาว วรรณวิษา จิรพิชิตชัย เลขทะเบียน 5001103070
เรื่อง BOI เตรียมดึงกลุ่มทุนญี่ปุ่นลงทุนไทยเพิ่มจากมูลค่าลงทุนสูงสุดใน H1/52
นางอรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอจะจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างนักลงทุนไทย และนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งเดินทางมาจากเมืองโอซากา ประมาณ 20 บริษัท เพื่อมาศึกษาลู่ทางการลงทุน และศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นแหล่งรองรับการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ในวันที่ 25 สิงหาคม 2552 นี้ ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โดยบีโอไอ ได้มอบให้หน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม (BUILD) เป็นผู้ประสานงานความร่วมมือกับผู้ประกอบการไทย จำนวน 50 บริษัท ที่เป็นกลุ่มที่ได้ดำเนินกิจการประเภทเดียวกัน หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง กับนักธุรกิจญี่ปุ่นที่เดินทางมาครั้งนี้ คือ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการสร้างโอกาสเชื่อมโยงอุตสาหกรรม และขยายความร่วมมือในทางธุรกิจระหว่างนักธุรกิจไทยและญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในอนาคต “กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นกิจกรรมชักจูงการลงทุนที่สำคัญของไทยอีกครั้ง หลังจากที่การจัดสัมมนาและจับคู่ธุรกิจไทย-จีน ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีไปแล้ว โดยการเดินทางมาเมืองไทยของนักลงทุนญี่ปุ่นจะมีผู้ว่าราชการโอซากาเป็นผู้นำคณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสนใจ และความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนในไทย โดยคาดว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดความร่วมมือด้านการลงทุนร่วมกันระหว่างนักลงทุนไทยและนักธุรกิจญี่ปุ่นเพิ่มได้อีกมาก" นางอรรชกา กล่าว
ทั้งนี้กลุ่มนักธุรกิจญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด ทั้งจำนวนโครงการ และมูลค่าเงินลงทุน โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา (มกราคม-มิถุนายน 2552) แม้ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ยังมีโครงการลงทุนจากญี่ปุ่น ที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 107 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 20,747 ล้านบาท แม้จะมีจำนวนโครงการ ปรับลดลงจากช่วงเดียวกันปี 51 ประมาณ 34.7% และมูลค่าเงินลงทุนลดลง 30% แต่ยังนับว่ามีสัดส่วนความสนใจเข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ
โดยล่าสุด จากการสอบถามความคิดเห็นของนักลงทุนญี่ปุ่นต่อประเทศไทย ของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน ณ เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น พบว่า ขณะนี้เริ่มมีนักลงทุนญี่ปุ่นติดต่อสอบถามข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงต้นปีที่ผ่านมาที่มีจำนวนน้อยมาก
อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ บีโอไอ จะเร่งจัดกิจกรรมต่างๆ ผ่านการดำเนินงานของ สำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนที่มีอยู่ในเมือง โอซากา และโตเกียว เพื่อให้ข้อมูล ความรู้ ดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันจะเร่งให้ความช่วยเหลือนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วให้ได้รับความสะดวกสูงสุด ทั้งการปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุน การอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนเพิ่มขึ้น
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)ชื่อว่าอะไร
2.บีโอไอ ได้มอบหมายให้หน่วยงานใดเป็นผู้ประสานงาน
3.โครงการลงทุนจากญี่ปุ่น ที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้นมีกี่โครงการ
นางสาว วรรณวิษา จิรพิชิตชัย เลขทะเบียน 5001103070
เรื่อง BOI เตรียมดึงกลุ่มทุนญี่ปุ่นลงทุนไทยเพิ่มจากมูลค่าลงทุนสูงสุดใน H1/52
นางอรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอจะจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างนักลงทุนไทย และนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งเดินทางมาจากเมืองโอซากา ประมาณ 20 บริษัท เพื่อมาศึกษาลู่ทางการลงทุน และศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นแหล่งรองรับการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ในวันที่ 25 สิงหาคม 2552 นี้ ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โดยบีโอไอ ได้มอบให้หน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม (BUILD) เป็นผู้ประสานงานความร่วมมือกับผู้ประกอบการไทย จำนวน 50 บริษัท ที่เป็นกลุ่มที่ได้ดำเนินกิจการประเภทเดียวกัน หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง กับนักธุรกิจญี่ปุ่นที่เดินทางมาครั้งนี้ คือ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการสร้างโอกาสเชื่อมโยงอุตสาหกรรม และขยายความร่วมมือในทางธุรกิจระหว่างนักธุรกิจไทยและญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในอนาคต “กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นกิจกรรมชักจูงการลงทุนที่สำคัญของไทยอีกครั้ง หลังจากที่การจัดสัมมนาและจับคู่ธุรกิจไทย-จีน ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีไปแล้ว โดยการเดินทางมาเมืองไทยของนักลงทุนญี่ปุ่นจะมีผู้ว่าราชการโอซากาเป็นผู้นำคณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสนใจ และความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนในไทย โดยคาดว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดความร่วมมือด้านการลงทุนร่วมกันระหว่างนักลงทุนไทยและนักธุรกิจญี่ปุ่นเพิ่มได้อีกมาก" นางอรรชกา กล่าว
ทั้งนี้กลุ่มนักธุรกิจญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด ทั้งจำนวนโครงการ และมูลค่าเงินลงทุน โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา (มกราคม-มิถุนายน 2552) แม้ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ยังมีโครงการลงทุนจากญี่ปุ่น ที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 107 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 20,747 ล้านบาท แม้จะมีจำนวนโครงการ ปรับลดลงจากช่วงเดียวกันปี 51 ประมาณ 34.7% และมูลค่าเงินลงทุนลดลง 30% แต่ยังนับว่ามีสัดส่วนความสนใจเข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ
โดยล่าสุด จากการสอบถามความคิดเห็นของนักลงทุนญี่ปุ่นต่อประเทศไทย ของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน ณ เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น พบว่า ขณะนี้เริ่มมีนักลงทุนญี่ปุ่นติดต่อสอบถามข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงต้นปีที่ผ่านมาที่มีจำนวนน้อยมาก
อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ บีโอไอ จะเร่งจัดกิจกรรมต่างๆ ผ่านการดำเนินงานของ สำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนที่มีอยู่ในเมือง โอซากา และโตเกียว เพื่อให้ข้อมูล ความรู้ ดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันจะเร่งให้ความช่วยเหลือนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วให้ได้รับความสะดวกสูงสุด ทั้งการปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุน การอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนเพิ่มขึ้น
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)ชื่อว่าอะไร
2.บีโอไอ ได้มอบหมายให้หน่วยงานใดเป็นผู้ประสานงาน
3.โครงการลงทุนจากญี่ปุ่น ที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้นมีกี่โครงการ
จัดทำโดย
นางสาว วริษา แย้มลังกา เลขทะเบียน 5001103078
เรื่อง ตราสารหนี้
ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ตราสารหนี้ภาครัฐและตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยตราสารหนี้ภาครัฐ ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณร้อยละ 85 ของตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทย
ตราสารหนี้ภาครัฐ
1. พันธบัตรรัฐบาล
พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีทั้งหมดสามประเภท ได้แก่ พันธบัตรเพื่อการลงทุน พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม และพันธบัตรออมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาไม่มีการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนอีก พันธบัตรในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรเพื่อการกู้ยืม ซึ่งออกมาเพื่อแก้ไขภาวะขาดดุลงบประมาณการเงิน ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์นั้นเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง
2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE)
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่จะได้รับการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง
ผลตอบแทนของพันธบัตรจะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของตลาดเงินในขณะนั้น ระดับความเสี่ยง และระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน โดยปกติ พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรุ่นที่มีอายุคงเหลือสั้น และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันจะมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและพันธบัตรรัฐบาล
ตราสารหนี้ภาคเอกชน
การออกหุ้นกู้ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมกันมาก และมักจะขายหมดภายในเวลาไม่กี่วัน เนื่องจากผู้ที่กู้เงินผ่านตลาดซื้อขายตราสารหนี้ คือบริษัท มิใช่ธนาคาร ดังนั้น ความมั่นคงของเงินกู้จำนวนนั้นจึงขึ้นอยู่กับความมั่งคงของบริษัท โดยไม่มีการประกันทั้งจากธนาคารและรัฐบาล ดังนั้น นักลงทุนจะพบว่าหุ้นกู้มีข้อได้เปรียบพันธบัตรรัฐบาลตรงที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนขั้นต่ำสุดในหุ้นกู้สำหรับนักลงทุนที่เป็นบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเสนอขายแก่ประชาชน (Public Offering - P/O) หรือเป็นการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement - P/P) หุ้นกู้ที่เสนอขายแก่ประชาชน ท่านสามารถซื้อได้ตั้งแต่หนึ่งหน่วยขึ้นไป (โดยราคาที่ตราต่อหน่วยอาจเป็น 1,000 บาท 10,000 บาท หรือขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ออกหุ้นกู้) ส่วนการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด ต้องซื้อขั้นต่ำ 10 ล้านบาท หรือ 10,000 หน่วย บริษัทต่าง ๆ เริ่มออกตราสารหนี้ในปี 2535 หลังจากมีการตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้การออกหุ้นกู้ทำได้ง่ายขึ้น
ประเภทของตราสารหนี้ที่ออกจำหน่าย
เงื่อนไขในการออกหุ้นกู้มีหลายลักษณะ เช่น แบบดอกเบี้ยคงที่ (Straight Fixed) แบบอัตราลอยตัว (FRN) แบบทยอยคืนเงินต้น (Amortizing) และแบบแปลงสภาพได้ (Convertible) สำหรับการเสนอขายในตลาดนั้น ผู้ออกสามารถทำได้ด้วยการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปหรือเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด โดยผู้ออกตราสารหนี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ กลต. และต้องได้รับการอนุมัติจาก กลต. ก่อนทำการเสนอขาย ส่วนการออกจำหน่ายโดยเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงนั้นจะทำได้โดยตรง โดยสามารถขายให้กับนักลงทุนได้ไม่เกิน 35 คน หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสถาบันตามที่ กลต. กำหนดไว้ 17 ประเภท
การเสนอขายหุ้นกู้นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออก ยกเว้นกรณีการออกหุ้นกู้ในจำนวนไม่เกิน 100 ล้านบาท หรือการออกตราสารหนี้ที่จำกัดนักลงทุนจำนวนไม่เกิน 10 คน ไม่จำเป็นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หากท่านต้องการลงทุนในตราสารหนี้ ควรจะถามตัวเองก่อนว่า "พร้อมที่จะรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน?" ถ้าคำตอบคือน้อยมาก ท่านควรที่จะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แต่หากท่านพร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า การลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ก็ย่อมเหมาะสมกว่า
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ตราสารหนี้มีกี่ประเภท มีอะไรบ้าง
2.การออกหุ้นกู้ จากตราสารหนี้ประเภทใดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
3.การออกจำหน่ายโดยเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงนั้นจะทำได้โดยตรง โดยสามารถขายให้กับนักลงทุนได้ไม่เกินกี่คน
นางสาว วริษา แย้มลังกา เลขทะเบียน 5001103078
เรื่อง ตราสารหนี้
ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ตราสารหนี้ภาครัฐและตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยตราสารหนี้ภาครัฐ ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณร้อยละ 85 ของตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทย
ตราสารหนี้ภาครัฐ
1. พันธบัตรรัฐบาล
พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีทั้งหมดสามประเภท ได้แก่ พันธบัตรเพื่อการลงทุน พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม และพันธบัตรออมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาไม่มีการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนอีก พันธบัตรในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรเพื่อการกู้ยืม ซึ่งออกมาเพื่อแก้ไขภาวะขาดดุลงบประมาณการเงิน ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์นั้นเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง
2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE)
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่จะได้รับการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง
ผลตอบแทนของพันธบัตรจะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของตลาดเงินในขณะนั้น ระดับความเสี่ยง และระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน โดยปกติ พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรุ่นที่มีอายุคงเหลือสั้น และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันจะมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและพันธบัตรรัฐบาล
ตราสารหนี้ภาคเอกชน
การออกหุ้นกู้ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมกันมาก และมักจะขายหมดภายในเวลาไม่กี่วัน เนื่องจากผู้ที่กู้เงินผ่านตลาดซื้อขายตราสารหนี้ คือบริษัท มิใช่ธนาคาร ดังนั้น ความมั่นคงของเงินกู้จำนวนนั้นจึงขึ้นอยู่กับความมั่งคงของบริษัท โดยไม่มีการประกันทั้งจากธนาคารและรัฐบาล ดังนั้น นักลงทุนจะพบว่าหุ้นกู้มีข้อได้เปรียบพันธบัตรรัฐบาลตรงที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนขั้นต่ำสุดในหุ้นกู้สำหรับนักลงทุนที่เป็นบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเสนอขายแก่ประชาชน (Public Offering - P/O) หรือเป็นการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement - P/P) หุ้นกู้ที่เสนอขายแก่ประชาชน ท่านสามารถซื้อได้ตั้งแต่หนึ่งหน่วยขึ้นไป (โดยราคาที่ตราต่อหน่วยอาจเป็น 1,000 บาท 10,000 บาท หรือขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ออกหุ้นกู้) ส่วนการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด ต้องซื้อขั้นต่ำ 10 ล้านบาท หรือ 10,000 หน่วย บริษัทต่าง ๆ เริ่มออกตราสารหนี้ในปี 2535 หลังจากมีการตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้การออกหุ้นกู้ทำได้ง่ายขึ้น
ประเภทของตราสารหนี้ที่ออกจำหน่าย
เงื่อนไขในการออกหุ้นกู้มีหลายลักษณะ เช่น แบบดอกเบี้ยคงที่ (Straight Fixed) แบบอัตราลอยตัว (FRN) แบบทยอยคืนเงินต้น (Amortizing) และแบบแปลงสภาพได้ (Convertible) สำหรับการเสนอขายในตลาดนั้น ผู้ออกสามารถทำได้ด้วยการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปหรือเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด โดยผู้ออกตราสารหนี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ กลต. และต้องได้รับการอนุมัติจาก กลต. ก่อนทำการเสนอขาย ส่วนการออกจำหน่ายโดยเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงนั้นจะทำได้โดยตรง โดยสามารถขายให้กับนักลงทุนได้ไม่เกิน 35 คน หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสถาบันตามที่ กลต. กำหนดไว้ 17 ประเภท
การเสนอขายหุ้นกู้นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออก ยกเว้นกรณีการออกหุ้นกู้ในจำนวนไม่เกิน 100 ล้านบาท หรือการออกตราสารหนี้ที่จำกัดนักลงทุนจำนวนไม่เกิน 10 คน ไม่จำเป็นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หากท่านต้องการลงทุนในตราสารหนี้ ควรจะถามตัวเองก่อนว่า "พร้อมที่จะรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน?" ถ้าคำตอบคือน้อยมาก ท่านควรที่จะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แต่หากท่านพร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า การลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ก็ย่อมเหมาะสมกว่า
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ตราสารหนี้มีกี่ประเภท มีอะไรบ้าง
2.การออกหุ้นกู้ จากตราสารหนี้ประเภทใดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
3.การออกจำหน่ายโดยเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงนั้นจะทำได้โดยตรง โดยสามารถขายให้กับนักลงทุนได้ไม่เกินกี่คน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)