จัดทำโดย
นาย ผณินธร ประเสริฐศรี เลขทะเบียน 5001103083
เรื่อง กระทรวงการคลังเตรียมจ่ายงบไทยเข้มแข็ง 14,500 ล้านบาท ในเดือน ก.ย.52 นี้
กระทรวงการคลังเตรียมกดปุ่มอนุมัติงบไทยเข้มแข็งให้สถาบันการเงิน 14,500 ล้านบาท รอบแรก 21 ก.ย. 2552 นี้ 10,000 ล้านบาท และอีก 4,500 ล้านบาท 28 ก.ย. 2552 นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้เงินงบประมาณตามมาตรการไทยเข้มแข็งรอบแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 จะเริ่มเบิกจ่ายเข้าระบบได้ในสัปดาห์นี้ สำหรับสถาบันการเงินของรัฐ 5 แห่ง รวมจำนวน 14,500 ล้านบาท (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 2,000ล้านบาท ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 3,000 ล้านบาท ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย 5,000 ล้านบาท บรรษัทอุตสาหกรรมขนาดย่อม 2,000 ล้านบาท ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย 2,500 ล้านบาท)โดยเบิกจ่ายรอบแรกในวันที่ 21 กันยายน 2552 สำหรับสถาบันการเงิน 3 แห่ง จำนวน 10,000 ล้านบาท และวันที่ 28กันยายน 2552 อีก 4,500 ล้านบาท ซึ่งหน่วยงานที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจจะทำการ ขอเบิกเงินทางระบบ GFMIS ที่กรมบัญชีกลาง สำหรับงบไทยเข้มแข็งในปี 2553 ได้รับรายงานเบื้องต้นว่ามีการอนุมัติโครงการของกรมทางหลวง และเมื่อได้รับจัดสรรเงินงบประมาณก็พร้อมเบิกจ่ายได้เป็นกลุ่มแรก สำหรับโครงการอื่น ๆ ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 วงเงิน 1.43 ล้านล้านบาท รัฐบาลจะทยอยอนุมัติโครงการลงทุนต่างๆและคาดการณ์ได้ว่างบก้อนแรก 2 แสนล้านบาท นั้น ส่วนใหญ่จะเป็น 4 กระทรวงหลักคิดเป็น 75% ของวงเงิน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเจ้าของโครงการสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อดำเนินการต่อได้ทันที โดยมีเป้าหมายการเบิกจ่ายร้อยละ 90
นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับขั้นตอนวิธีการใช้จ่ายเงินนั้น หน่วยงานเจ้าของโครงการที่ได้งบประมาณ ต้องเปิดบัญชีเงินฝากคลังเฉพาะสำหรับงบไทยเข้มแข็งไว้กับธนาคารรัฐวิสาหกิจ และเบิกจ่ายเหมือนงบประมาณปกติผ่านระบบ GFMIS เพื่อสามารถติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินได้ และเมื่อ ครม.อนุมัติโครงการ/แผนงานและได้รับจัดสรรงบประมาณ ก็สามารถดำเนินงานตามแผนงานต่อไป ในขั้นตอนการดำเนินงานก็ได้มีการผ่อนคลายในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้าง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ เรื่องระยะเวลาการดำเนินการ Auction ไว้แล้ว โดยสามารถลดขั้นตอนและระยะเวลาจากเดิม 85 วัน เหลือเพียง 28 วันเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินเข้าไปหมุนระบบเศรษฐกิจได้ เร็วขึ้น เกิดการจ้างงานทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มเติม และจะมีกระบวนการติดตามการใช้จ่ายเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้งบประมาณดังกล่าวให้เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเป็นการใช้จ่ายจากเงินกู้”
ที่มา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.สำหรับงบไทยเข้มแข็งในปี 2553 เมื่อได้รับจัดสรรเงินงบประมาณก็พร้อมเบิกจ่ายให้กับ โครงการใดเป็นอันดับแรก
2.สำหรับโครงการอื่น ๆ ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 รัฐบาลจะทยอยอนุมัติโครงการลงทุนต่างๆเป็น 4 กระทรวงหลักคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของวงเงิน
3.งบประมาณตามมาตรการไทยเข้มแข็งรอบแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 จะเริ่มเบิกจ่ายเข้าระบบได้ในสัปดาห์นี้ สำหรับสถาบันการเงินของรัฐ 5 แห่ง รวมจำนวนเท่าใด
วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552
จัดทำโดย
นาย องอาจ เชื้อพลายเวช เลขทะเบียน 5001103095
เรื่อง บมจ.สตาร์สไมโครอิเล็กทรอนิกส์ฯ ประเดิมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการเข้าจดทะเบียน ตามมาตรการส่งเสริมจากบีโอไอ
นายวิเชฐ ตันติวานิช รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับ บมจ. สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยนับเป็นบริษัทแรกที่จะได้รับสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีนิติบุคคลโดยไม่จำกัดวงเงิน ตั้งแต่ปี 2552 จนสิ้นสุดระยะเวลาโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ตามมาตรการความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนเข้าจดทะเบียน โดย บมจ. สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จะซื้อขาย ในหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มเทคโนโลยี ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2552 ชื่อย่อว่า “SMT” “การได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีนิติบุคคลจากมาตรการนี้ นับว่าเอื้อประโยชน์ต่อการเพิ่มศักยภาพของบริษัทให้มีโอกาสสร้างผลกำไรได้มากขึ้น สำหรับบริษัทที่ต้องการเข้าร่วมโครงการฯ สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการนี้ต่อบีโอไอ ภายในปี 2555 โดยไม่จำกัดจำนวนโครงการ ” นายวิเชฐกล่าว SMT เป็นผู้ผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกของคนไทย โดยมีฐานการตลาดทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ คือ อเมริกา และยุโรป ด้วยความสามารถด้านการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมการทำงานของฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ Notebook และเครื่องเล่น MP4 เป็นต้น ด้วยเทคโนโลยีของเครื่องมือที่ล้ำสมัยและแม่นยำสูงตามมาตรฐานระดับโลก รวมถึงความสามารถในการลดต้นทุนการผลิต จากการได้รับสิทธิยกเว้นด้านภาษีการนำเข้าและส่งออกของสินค้า วัตถุดิบและอุปกรณ์เครื่องมือที่รัฐบาลไทยสนับสนุน จึงได้รับความสนใจและเชื่อถือจากกลุ่มลูกค้า ส่งผลให้สามารถขยายตลาดไปยังฝั่งอเมริกาและยุโรปได้อย่างต่อเนื่อ
SMT มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 736 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 276 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 92 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 2 บาท โดยบริษัทได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนครั้งแรก จำนวน 92 ล้านหุ้น หรือร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน ในราคาหุ้นละ 4.95 บาท มูลค่ารวม 455.40 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16-18 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา เพื่อนำเงินไปใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงินทั้งหมด โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย SMT มีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีและสำรองตามกฎหมาย และคณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติในหลักการ ให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลประกอบการงวดครึ่งปีแรกปี 2552 ในอัตราหุ้นละ 0.14 บาท แก่ผู้ถือหุ้นหลังเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว
ทีมา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1."บีโอไอ" คือชื่อย่อของสำนักงานใด
2.บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย)เป็นบริษัทแรกที่จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการยกเว้นภาษีแบบใด
3."SMT" คืออะไร
นาย องอาจ เชื้อพลายเวช เลขทะเบียน 5001103095
เรื่อง บมจ.สตาร์สไมโครอิเล็กทรอนิกส์ฯ ประเดิมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการเข้าจดทะเบียน ตามมาตรการส่งเสริมจากบีโอไอ
นายวิเชฐ ตันติวานิช รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับ บมจ. สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยนับเป็นบริษัทแรกที่จะได้รับสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีนิติบุคคลโดยไม่จำกัดวงเงิน ตั้งแต่ปี 2552 จนสิ้นสุดระยะเวลาโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ตามมาตรการความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนเข้าจดทะเบียน โดย บมจ. สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จะซื้อขาย ในหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มเทคโนโลยี ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2552 ชื่อย่อว่า “SMT” “การได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีนิติบุคคลจากมาตรการนี้ นับว่าเอื้อประโยชน์ต่อการเพิ่มศักยภาพของบริษัทให้มีโอกาสสร้างผลกำไรได้มากขึ้น สำหรับบริษัทที่ต้องการเข้าร่วมโครงการฯ สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการนี้ต่อบีโอไอ ภายในปี 2555 โดยไม่จำกัดจำนวนโครงการ ” นายวิเชฐกล่าว SMT เป็นผู้ผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกของคนไทย โดยมีฐานการตลาดทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ คือ อเมริกา และยุโรป ด้วยความสามารถด้านการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมการทำงานของฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ Notebook และเครื่องเล่น MP4 เป็นต้น ด้วยเทคโนโลยีของเครื่องมือที่ล้ำสมัยและแม่นยำสูงตามมาตรฐานระดับโลก รวมถึงความสามารถในการลดต้นทุนการผลิต จากการได้รับสิทธิยกเว้นด้านภาษีการนำเข้าและส่งออกของสินค้า วัตถุดิบและอุปกรณ์เครื่องมือที่รัฐบาลไทยสนับสนุน จึงได้รับความสนใจและเชื่อถือจากกลุ่มลูกค้า ส่งผลให้สามารถขยายตลาดไปยังฝั่งอเมริกาและยุโรปได้อย่างต่อเนื่อ
SMT มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 736 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 276 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 92 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 2 บาท โดยบริษัทได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนครั้งแรก จำนวน 92 ล้านหุ้น หรือร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน ในราคาหุ้นละ 4.95 บาท มูลค่ารวม 455.40 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16-18 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา เพื่อนำเงินไปใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงินทั้งหมด โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย SMT มีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีและสำรองตามกฎหมาย และคณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติในหลักการ ให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลประกอบการงวดครึ่งปีแรกปี 2552 ในอัตราหุ้นละ 0.14 บาท แก่ผู้ถือหุ้นหลังเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว
ทีมา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1."บีโอไอ" คือชื่อย่อของสำนักงานใด
2.บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย)เป็นบริษัทแรกที่จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการยกเว้นภาษีแบบใด
3."SMT" คืออะไร
จัดทำโดย
นางสาว ชลธิชา บุญเที่ยง เลขทะเบียน 5001103110
เรื่อง ครม.เห็นชอบโครงการประกันราคาพืชผล-หลักเกณฑ์รับขึ้นทะเบียนเกษตรกร
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)รับทราบการดำเนินโครงการประกันราคาพืชผลและวิธีการทำหน้าที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ หากพบว่าเกษตรกรรายใดไม่มีเอกสารสิทธิ ให้กำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน หรือประธานชุมชนรับรอง และทำประชาคมให้กับเกษตรกรดังกล่าวที่ต้องการปลูกพืชเกษตรและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าวจริง เพื่อทำสัญญากับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ในการประกันราคา และมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ประเมินผลผลิตทางการเกษตรจากการประกันราคา เพื่อให้โครงการดังกล่าวมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)ทำหน้าที่จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันสินค้าเกษตรกับราคาอ้างอิงของตลาดที่ประกาศไว้ เมื่อราคาอ้างอิงต่ำกว่าราคาที่รัฐบาลประกัน โดยแยกบัญชีการเงินออกจากการดำเนินงานปกติของ ธ.ก.ส.
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้เร่งรัดการดำเนินโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตรในการประกาศราคาอ้างอิง สำหรับมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น ครม.เห็นว่าควรดำเนินการในแนวทางเดียวกับการประกาศราคาอ้างอิงสำหรับข้าวที่กำหนดให้คณะอนุกรรมการกำหนดราคาอ้างอิงโครงการประกันราคาข้าวเปลือก ภายใต้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) นำเสนอประธานกขช.เพื่อให้ความเห็นชอบ เพื่อให้การประกาศราคาอ้างอิงของพืชทั้ง 3 กลุ่มเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
พร้อมทั้งมอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำเกณฑ์ผลผลิตเฉลี่ยระดับจังหวัดสำหรับข้าว โดยแบ่งเป็นพื้นที่ในเขตและนอกเขตชลประทานในการสุ่มตรวจสอบพื้นที่ทางกายภาพระดับตำบลที่คาดว่าอาจมีการแจ้งพื้นที่ในทะเบียนฯ มากผิดปกติ โดยใช้ระบบภาพถ่ายดาวเทียมและ/หรือภาพถ่ายสีทางอากาศของกรมพัฒนาที่ดิน คณะกรรมการประสานการดำเนินงานฯ มีมติให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานสนับสนุน
ทั้งนี้ หากพบความผิดปกติในพื้นที่ตำบลใดให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรรายงานไปยังคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด เพื่อสั่งการให้คณะทำงานระดับตำบลที่มีผู้แทน ธ.ก.ส.เป็นฝ่ายเลขานุการ ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง พร้อมกับเห็นชอบให้คณะกรรมการนโยบายสินค้าเกษตรกำหนดมาตรการลงโทษประชาคมที่แจ้งข้อมูลเท็จและมีเจตนาทุจริต โดยพิจารณาจ่ายอัตราชดเชยให้ช้ากว่ากระบวนการปกติเนื่องจากต้องใช้เวลาในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
ที่มา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีชื่อว่าอะไร
2.สศก.เป็นชื่อย่อของสำนักงานใด
3.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำเกณฑ์ผลผลิตเฉลี่ยระดับจังหวัดสำหรับข้าว โดยแบ่งเขตพื้นที่อย่างไร
นางสาว ชลธิชา บุญเที่ยง เลขทะเบียน 5001103110
เรื่อง ครม.เห็นชอบโครงการประกันราคาพืชผล-หลักเกณฑ์รับขึ้นทะเบียนเกษตรกร
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)รับทราบการดำเนินโครงการประกันราคาพืชผลและวิธีการทำหน้าที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ หากพบว่าเกษตรกรรายใดไม่มีเอกสารสิทธิ ให้กำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน หรือประธานชุมชนรับรอง และทำประชาคมให้กับเกษตรกรดังกล่าวที่ต้องการปลูกพืชเกษตรและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าวจริง เพื่อทำสัญญากับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ในการประกันราคา และมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ประเมินผลผลิตทางการเกษตรจากการประกันราคา เพื่อให้โครงการดังกล่าวมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)ทำหน้าที่จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันสินค้าเกษตรกับราคาอ้างอิงของตลาดที่ประกาศไว้ เมื่อราคาอ้างอิงต่ำกว่าราคาที่รัฐบาลประกัน โดยแยกบัญชีการเงินออกจากการดำเนินงานปกติของ ธ.ก.ส.
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้เร่งรัดการดำเนินโครงการประกันราคาพืชผลทางการเกษตรในการประกาศราคาอ้างอิง สำหรับมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น ครม.เห็นว่าควรดำเนินการในแนวทางเดียวกับการประกาศราคาอ้างอิงสำหรับข้าวที่กำหนดให้คณะอนุกรรมการกำหนดราคาอ้างอิงโครงการประกันราคาข้าวเปลือก ภายใต้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) นำเสนอประธานกขช.เพื่อให้ความเห็นชอบ เพื่อให้การประกาศราคาอ้างอิงของพืชทั้ง 3 กลุ่มเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
พร้อมทั้งมอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำเกณฑ์ผลผลิตเฉลี่ยระดับจังหวัดสำหรับข้าว โดยแบ่งเป็นพื้นที่ในเขตและนอกเขตชลประทานในการสุ่มตรวจสอบพื้นที่ทางกายภาพระดับตำบลที่คาดว่าอาจมีการแจ้งพื้นที่ในทะเบียนฯ มากผิดปกติ โดยใช้ระบบภาพถ่ายดาวเทียมและ/หรือภาพถ่ายสีทางอากาศของกรมพัฒนาที่ดิน คณะกรรมการประสานการดำเนินงานฯ มีมติให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานสนับสนุน
ทั้งนี้ หากพบความผิดปกติในพื้นที่ตำบลใดให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรรายงานไปยังคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด เพื่อสั่งการให้คณะทำงานระดับตำบลที่มีผู้แทน ธ.ก.ส.เป็นฝ่ายเลขานุการ ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง พร้อมกับเห็นชอบให้คณะกรรมการนโยบายสินค้าเกษตรกำหนดมาตรการลงโทษประชาคมที่แจ้งข้อมูลเท็จและมีเจตนาทุจริต โดยพิจารณาจ่ายอัตราชดเชยให้ช้ากว่ากระบวนการปกติเนื่องจากต้องใช้เวลาในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
ที่มา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีชื่อว่าอะไร
2.สศก.เป็นชื่อย่อของสำนักงานใด
3.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำเกณฑ์ผลผลิตเฉลี่ยระดับจังหวัดสำหรับข้าว โดยแบ่งเขตพื้นที่อย่างไร
จัดทำโดย
นางสาว รัฐยา ชื่นสำโรง เลขทะเบียน 5001103069
เรื่อง รมว.พาณิชย์ มอบนโยบายดันส่งออกปี 53 โต 10-15% รับอานิสงส์ศก.คู่ค้าฟื้น
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยระหว่างมอบนโยบายให้กับหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ(ทูตพาณิชย์) 62 แห่งทั่วโลกว่า ในปี 53 กระทรวงพาณิชย์คาดว่าการส่งออกสินค้าไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น 10-15% จากปีนี้ที่คาดติดลบ 15-19% หลังจากประเมินว่าเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยที่มีสัดส่วนการส่งออกประมาณ 70-80% ก็ฟื้นตัวเช่นกันขึ้น ทั้งสหรัฐฯ, ยุโรป, ญี่ปุ่น, จีน, อาเซียน และ ตะวันออกลาง "มั่นใจว่าปีหน้าการส่งออกจะกลับมาเป็นบวกได้ เพราะเศรษฐกิจคู่ค้าเริ่มฟื้นตัวขึ้น ขณะที่กระทรวงมีมาตรการสนับสนุนการส่งออกอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันการส่งออกสินค้าเชิงสร้างสรรค์ การสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก มีบทบาทในการส่งออกมากขึ้น การผลักดันการส่งออกธุรกิจบริการที่มีศักยภาพ การเพิ่มกิจกรรมการบุกเจาะตลาดใหม่ เน้นจีน, อินเดีย, แอฟริกา, ตะวันออกกลาง, รัสเซีย และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน และการลดต้นทุนโลจิสติกส์ที่จะมีการเชื่อมโยงการใช้ระบบคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้น"นางพรทิวา กล่าว
รมว.พาณิชย์ ได้ขอให้ทูตพาณิชย์เป็นนักการตลาดมืออาชีพ โดยต้องมีความคิดสร้างสรรค์ คิดค้นและพัฒนากลยุทธ์ส่งเสริมการตลาดให้โดดเด่น ประสานงานได้ทั้งหน่วยงานรัฐ, เอกชน, ส่วนกลาง, ส่วนภูมิภาค ภายในและต่างประเทศ ต้องวางยุทธศาสตร์ทางการตลาดและมีเป้าหมายชัดเจน รวมทั้งต้องทันสมัยอยู่เสมอ
ส่วนสิ่งที่ต้องการให้ทำเพิ่มเติม คือ ขอให้ดูว่าสินค้าจากไทยที่ส่งออกไปในประเทศต่างๆ ส่งออกได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง และในประเทศนั้นๆ มีสินค้าจากคู่แข่งใดที่มาแรง และใช้กลยุทธ์ใดเจาะตลาด มีสินค้าใดที่ไทยมีโอกาสส่งออกเพิ่มขึ้นหรือสินค้าใดที่ประเทศนั้นต้องการแต่ไทยยังส่งออกน้อย รวมไปถึงมีปัญหาและอุปสรรคอะไรที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อหาทางแก้ไขให้ผู้ส่งออกไทย และเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที
ที่มา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.การผลักดันการส่งออกธุรกิจบริการที่มีศักยภาพ การเพิ่มกิจกรรมการบุกเจาะตลาดใหม่เน้นที่ชาติใดบ้าง
2.ทูตพาณิชย์ คือชื่อสำนักงานใด
3.กระทรวงพาณิชย์คาดว่าการส่งออกสินค้าไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์
นางสาว รัฐยา ชื่นสำโรง เลขทะเบียน 5001103069
เรื่อง รมว.พาณิชย์ มอบนโยบายดันส่งออกปี 53 โต 10-15% รับอานิสงส์ศก.คู่ค้าฟื้น
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยระหว่างมอบนโยบายให้กับหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ(ทูตพาณิชย์) 62 แห่งทั่วโลกว่า ในปี 53 กระทรวงพาณิชย์คาดว่าการส่งออกสินค้าไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น 10-15% จากปีนี้ที่คาดติดลบ 15-19% หลังจากประเมินว่าเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยที่มีสัดส่วนการส่งออกประมาณ 70-80% ก็ฟื้นตัวเช่นกันขึ้น ทั้งสหรัฐฯ, ยุโรป, ญี่ปุ่น, จีน, อาเซียน และ ตะวันออกลาง "มั่นใจว่าปีหน้าการส่งออกจะกลับมาเป็นบวกได้ เพราะเศรษฐกิจคู่ค้าเริ่มฟื้นตัวขึ้น ขณะที่กระทรวงมีมาตรการสนับสนุนการส่งออกอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันการส่งออกสินค้าเชิงสร้างสรรค์ การสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก มีบทบาทในการส่งออกมากขึ้น การผลักดันการส่งออกธุรกิจบริการที่มีศักยภาพ การเพิ่มกิจกรรมการบุกเจาะตลาดใหม่ เน้นจีน, อินเดีย, แอฟริกา, ตะวันออกกลาง, รัสเซีย และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน และการลดต้นทุนโลจิสติกส์ที่จะมีการเชื่อมโยงการใช้ระบบคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้น"นางพรทิวา กล่าว
รมว.พาณิชย์ ได้ขอให้ทูตพาณิชย์เป็นนักการตลาดมืออาชีพ โดยต้องมีความคิดสร้างสรรค์ คิดค้นและพัฒนากลยุทธ์ส่งเสริมการตลาดให้โดดเด่น ประสานงานได้ทั้งหน่วยงานรัฐ, เอกชน, ส่วนกลาง, ส่วนภูมิภาค ภายในและต่างประเทศ ต้องวางยุทธศาสตร์ทางการตลาดและมีเป้าหมายชัดเจน รวมทั้งต้องทันสมัยอยู่เสมอ
ส่วนสิ่งที่ต้องการให้ทำเพิ่มเติม คือ ขอให้ดูว่าสินค้าจากไทยที่ส่งออกไปในประเทศต่างๆ ส่งออกได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง และในประเทศนั้นๆ มีสินค้าจากคู่แข่งใดที่มาแรง และใช้กลยุทธ์ใดเจาะตลาด มีสินค้าใดที่ไทยมีโอกาสส่งออกเพิ่มขึ้นหรือสินค้าใดที่ประเทศนั้นต้องการแต่ไทยยังส่งออกน้อย รวมไปถึงมีปัญหาและอุปสรรคอะไรที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อหาทางแก้ไขให้ผู้ส่งออกไทย และเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที
ที่มา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.การผลักดันการส่งออกธุรกิจบริการที่มีศักยภาพ การเพิ่มกิจกรรมการบุกเจาะตลาดใหม่เน้นที่ชาติใดบ้าง
2.ทูตพาณิชย์ คือชื่อสำนักงานใด
3.กระทรวงพาณิชย์คาดว่าการส่งออกสินค้าไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์
จัดทำโดย
นางสาว วรรณวิษา จิรพิชิตชัย เลขทะเบียน 5001103070
เรื่อง หอการค้าฯ คาดท่องเที่ยวไทยพลิกกลับมาบวก 3-7%ใน Q4/52, เติบโตดีในปี 53
นายธรวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจการประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวของไทยจากผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว 400 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 15-20 ก.ย.52 ว่า ภาคเอกชนมีความเห็นว่าแนวโน้มการท่องเที่ยวส่งสัญญาณดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากช่วงต้นปีที่ติดลบมากก็เริ่มติดลบน้อยลง และจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ 3-7% ในไตรมาส 4/52 ส่วนปีหน้าการท่องเที่ยวจะขยายตัวได้ชัดเจน เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแล้วทั้งในเอเชีย ยุโรป สหรัฐฯ และอาเซียน ซึ่งทำให้กำลังซื้อนักท่องเที่ยวฟื้นตามมา โดยคาดว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 53 จะเติบโตได้ 10-15% มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 14.5-15 ล้านคน และมีรายได้ 500,000-530,000 ล้านบาท มีวันพักเฉลี่ย 8-9 วันต่อคน
สำหรับในปีนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 52 คาดลดลง 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะลดลงจาก 14.5 ล้านคน เหลือ 12.5-13 ล้านคน ส่งผลให้รายได้การท่องเที่ยวลดจาก 500,000 ล้านบาท เหลือ 420,000-450,000 ล้านบาท
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวได้ให้คะแนนการแก้ปัญหาท่องเที่ยวของรัฐบาลชุดนี้ ด้านนโยบายที่ 6.4 คะแนน จากเต็ม 10 คะแนน การดำเนินการด้านท่องเที่ยว 6 คะแนน และ การแก้ปัญหาท่องเที่ยว 6 คะแนน โดยหลังจากนี้ต้องการให้รัฐบาลเร่งสร้างความเชื่อมันกับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแก้ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การรักษาความสะอาด ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว และหาแหล่งเงินทุนแก่ภาคเอกชน
ทีมา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 53 จะเติบโตได้กี่เปอร์เซ็นต์
2.สำหรับในปีนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 52จะลดลง 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะลดลงจาก 14.5 ล้านคน ส่งผลให้รายได้การท่องเที่ยวลดลงเท่าใด
3.หลังจากนี้ต้องการให้รัฐบาลเร่งสร้างความเชื่อมันกับนักท่องเที่ยวในเรื่องใดบ้าง
นางสาว วรรณวิษา จิรพิชิตชัย เลขทะเบียน 5001103070
เรื่อง หอการค้าฯ คาดท่องเที่ยวไทยพลิกกลับมาบวก 3-7%ใน Q4/52, เติบโตดีในปี 53
นายธรวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจการประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวของไทยจากผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว 400 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 15-20 ก.ย.52 ว่า ภาคเอกชนมีความเห็นว่าแนวโน้มการท่องเที่ยวส่งสัญญาณดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากช่วงต้นปีที่ติดลบมากก็เริ่มติดลบน้อยลง และจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ 3-7% ในไตรมาส 4/52 ส่วนปีหน้าการท่องเที่ยวจะขยายตัวได้ชัดเจน เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแล้วทั้งในเอเชีย ยุโรป สหรัฐฯ และอาเซียน ซึ่งทำให้กำลังซื้อนักท่องเที่ยวฟื้นตามมา โดยคาดว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 53 จะเติบโตได้ 10-15% มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 14.5-15 ล้านคน และมีรายได้ 500,000-530,000 ล้านบาท มีวันพักเฉลี่ย 8-9 วันต่อคน
สำหรับในปีนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 52 คาดลดลง 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะลดลงจาก 14.5 ล้านคน เหลือ 12.5-13 ล้านคน ส่งผลให้รายได้การท่องเที่ยวลดจาก 500,000 ล้านบาท เหลือ 420,000-450,000 ล้านบาท
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวได้ให้คะแนนการแก้ปัญหาท่องเที่ยวของรัฐบาลชุดนี้ ด้านนโยบายที่ 6.4 คะแนน จากเต็ม 10 คะแนน การดำเนินการด้านท่องเที่ยว 6 คะแนน และ การแก้ปัญหาท่องเที่ยว 6 คะแนน โดยหลังจากนี้ต้องการให้รัฐบาลเร่งสร้างความเชื่อมันกับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแก้ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การรักษาความสะอาด ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว และหาแหล่งเงินทุนแก่ภาคเอกชน
ทีมา www.ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 53 จะเติบโตได้กี่เปอร์เซ็นต์
2.สำหรับในปีนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 52จะลดลง 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะลดลงจาก 14.5 ล้านคน ส่งผลให้รายได้การท่องเที่ยวลดลงเท่าใด
3.หลังจากนี้ต้องการให้รัฐบาลเร่งสร้างความเชื่อมันกับนักท่องเที่ยวในเรื่องใดบ้าง
จัดทำโดย
นางสาว วริษา แย้มลังกา เลขทะเบียน 5001103078
เรื่อง นายแบงก์-ตลท.ชี้เงินไหลเข้าตลาดหุ้นต่อเนื่อง สะท้อนศก.เริ่มฟื้นตัวแล้ว
นายสอาด ธีระโรจนวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ สายบริหารการเงิน ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ขณะนี้มีสัญญาณที่ดี และช่วยสร้างความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยเริ่มฟื้นตัว ซึ่งโดยปกติการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะช้ากว่าการฟื้นตัวของตลาดหุ้นประมาณ 6เดือน ดังนั้น การที่ตลาดหุ้นมีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าจะเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ในระยะอันใกล้ ส่วนดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวทะลุ 700 จุดแล้ว แต่ยังเชื่อว่านักลงทุนยังมีโอกาสลงทุนได้อีกในช่วง 1-2 เดือนนี้ โดย Sector ที่น่าสนใจ อยู่ในกลุ่มสินค้าเกษตร
"เศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัว หลังจากตลาดหุ้นเริ่มปรับเพิ่มขึ้นรอบนี้ เป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้ว แต่เชื่อว่านักลงทุนบางส่วนที่คิดว่าตกขบวน ยังเห็นโอกาสที่จะสามารถลงทุนได้ในช่วง 1-2 เดือนนี้ แต่ให้เลือกลงทุนในหุ้นบาง Sector อย่างสินค้าเกษตร และอสังหาริมทรัพย์ ยังมีโอกาสดี แต่ถ้าถึง ธ.ค.แล้ว อาจจะตกรอบการลงทุนในตลาดหุ้น" นายสอาด กล่าวสำหรับอัตราดอกเบี้ย แม้ว่ามีการประเมินว่าน่าจะเข้าสู่ช่วงขาขึ้น แต่ขณะนี้ยังมองว่าดอกเบี้ยนโยบายน่าจะเริ่มปรับขึ้นในช่วงไตรมาส 2-3/53 เพราะแม้เศรษฐกิจจะเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวและเริ่มมีเม็ดเงินจากรัฐบาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ภาคเอกชนยังไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่อย่างจริงจัง จึงยังไม่เหมาะที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงสั้นๆ และยังคาดว่าการปรับขึ้นของดอกเบี้ยในตลาด ไม่น่าเกิน 0.75% และเป็นการทยอยปรับเพิ่มขึ้น ด้านนายสันติ กีระนันทน์ ผู้ช่วยผู้จัดการ กลุ่มงานพัฒนาตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า กระแสเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นที่ไหลเข้าอย่างรวดเร็ว จากต้นปี 52 ที่ดัชนี SET อยู่ที่ 400 จุด แต่ตั้งแต่ ก.ค.52 ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนทะลุ 700 จุดแล้ว และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย สูงกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท/วัน จากเดิมที่คาดว่าจะมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยที่ 1.6 หมื่นล้านบาท/วัน ถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากภาวะต้นปีที่ตลาดหุ้นซบเซาหนัก จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มองว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า อัตราดอกเบี้ยยังคงไม่ปรับเพิ่มขึ้นจนถึงกลางปี 53 เนื่องจากหากดอกเบี้ยเข้าสู่ในช่วงขาขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของภาคเอกชน และต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาด้านการลงทุน โดยต้องการเห็นโครงการลงทุนภาครัฐที่ชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลมีการระดมเงินผ่านมาตรการต่างๆ เป็นจำนวนมาก แต่นำไปลงทุนในโครงการที่ไม่มีความชัดเจน จึงต้องการให้รัฐบาล เร่งการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ให้เกิดความชัดเจน มากกว่าการลงทุนขนาดเล็กด้วยการกระจายการลงทุน ซึ่งจะทำให้ไม่เห็นผลตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ได้
ด้านนางวรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทย ยังมีกระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติ เป็นไปตามตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีน เนื่องจากต่างชาติเห็นกำไรจากการลงทุน และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ว่าตลาดหุ้นจะปรับเพิ่มจากต้นปี 52 มาเกือบ 70% ยังถือว่าน้อย เมื่อเทียบกระแสเงินสดที่ไหลเข้าตลาดหุ้น
ที่มา www. ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.นางวรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวงกล่าวว่าตลาดหุ้นไทย ยังมีกระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติ เป็นไปตามตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นของชาติใด
2.ในช่วง 1-2 เดือนนี้ กลุ่มการลงทุนที่น่าสนใจ อยู่ในกลุ่มใด
3.สำหรับอัตราดอกเบี้ย คาดว่านโยบายดอกเบี้ยน่าจะเริ่มปรับขึ้นในช่วงไตรมาสใด
นางสาว วริษา แย้มลังกา เลขทะเบียน 5001103078
เรื่อง นายแบงก์-ตลท.ชี้เงินไหลเข้าตลาดหุ้นต่อเนื่อง สะท้อนศก.เริ่มฟื้นตัวแล้ว
นายสอาด ธีระโรจนวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ สายบริหารการเงิน ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ขณะนี้มีสัญญาณที่ดี และช่วยสร้างความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยเริ่มฟื้นตัว ซึ่งโดยปกติการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะช้ากว่าการฟื้นตัวของตลาดหุ้นประมาณ 6เดือน ดังนั้น การที่ตลาดหุ้นมีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าจะเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ในระยะอันใกล้ ส่วนดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวทะลุ 700 จุดแล้ว แต่ยังเชื่อว่านักลงทุนยังมีโอกาสลงทุนได้อีกในช่วง 1-2 เดือนนี้ โดย Sector ที่น่าสนใจ อยู่ในกลุ่มสินค้าเกษตร
"เศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัว หลังจากตลาดหุ้นเริ่มปรับเพิ่มขึ้นรอบนี้ เป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้ว แต่เชื่อว่านักลงทุนบางส่วนที่คิดว่าตกขบวน ยังเห็นโอกาสที่จะสามารถลงทุนได้ในช่วง 1-2 เดือนนี้ แต่ให้เลือกลงทุนในหุ้นบาง Sector อย่างสินค้าเกษตร และอสังหาริมทรัพย์ ยังมีโอกาสดี แต่ถ้าถึง ธ.ค.แล้ว อาจจะตกรอบการลงทุนในตลาดหุ้น" นายสอาด กล่าวสำหรับอัตราดอกเบี้ย แม้ว่ามีการประเมินว่าน่าจะเข้าสู่ช่วงขาขึ้น แต่ขณะนี้ยังมองว่าดอกเบี้ยนโยบายน่าจะเริ่มปรับขึ้นในช่วงไตรมาส 2-3/53 เพราะแม้เศรษฐกิจจะเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวและเริ่มมีเม็ดเงินจากรัฐบาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ภาคเอกชนยังไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่อย่างจริงจัง จึงยังไม่เหมาะที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงสั้นๆ และยังคาดว่าการปรับขึ้นของดอกเบี้ยในตลาด ไม่น่าเกิน 0.75% และเป็นการทยอยปรับเพิ่มขึ้น ด้านนายสันติ กีระนันทน์ ผู้ช่วยผู้จัดการ กลุ่มงานพัฒนาตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า กระแสเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นที่ไหลเข้าอย่างรวดเร็ว จากต้นปี 52 ที่ดัชนี SET อยู่ที่ 400 จุด แต่ตั้งแต่ ก.ค.52 ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนทะลุ 700 จุดแล้ว และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย สูงกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท/วัน จากเดิมที่คาดว่าจะมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยที่ 1.6 หมื่นล้านบาท/วัน ถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากภาวะต้นปีที่ตลาดหุ้นซบเซาหนัก จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มองว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า อัตราดอกเบี้ยยังคงไม่ปรับเพิ่มขึ้นจนถึงกลางปี 53 เนื่องจากหากดอกเบี้ยเข้าสู่ในช่วงขาขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของภาคเอกชน และต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาด้านการลงทุน โดยต้องการเห็นโครงการลงทุนภาครัฐที่ชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลมีการระดมเงินผ่านมาตรการต่างๆ เป็นจำนวนมาก แต่นำไปลงทุนในโครงการที่ไม่มีความชัดเจน จึงต้องการให้รัฐบาล เร่งการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ให้เกิดความชัดเจน มากกว่าการลงทุนขนาดเล็กด้วยการกระจายการลงทุน ซึ่งจะทำให้ไม่เห็นผลตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ได้
ด้านนางวรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทย ยังมีกระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติ เป็นไปตามตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีน เนื่องจากต่างชาติเห็นกำไรจากการลงทุน และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ว่าตลาดหุ้นจะปรับเพิ่มจากต้นปี 52 มาเกือบ 70% ยังถือว่าน้อย เมื่อเทียบกระแสเงินสดที่ไหลเข้าตลาดหุ้น
ที่มา www. ryt9.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.นางวรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวงกล่าวว่าตลาดหุ้นไทย ยังมีกระแสเงินไหลเข้าจากต่างชาติ เป็นไปตามตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นของชาติใด
2.ในช่วง 1-2 เดือนนี้ กลุ่มการลงทุนที่น่าสนใจ อยู่ในกลุ่มใด
3.สำหรับอัตราดอกเบี้ย คาดว่านโยบายดอกเบี้ยน่าจะเริ่มปรับขึ้นในช่วงไตรมาสใด
วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552
จัดทำโดย
นาย องอาจ เชื้อพลายเวช เลขทะเบียน 5001103095
เรื่อง นักเศรษฐศาสตร์คาดธนาคารกลางยุโรปอาจตรึงดอกเบี้ยที่ 1%
นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในวันนี้ ในขณะที่กำลังพยายามเพิ่มสภาพคล่องในตลาดสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจกลับมาขยายตัวอีกครั้งในไตรมาสนี้ โดยนักเศรษฐศาสตร์ 52 รายจากการสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์กคาดการณ์ว่า ฌอง-คล้อด ทริเช่ ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ในวันนี้ และไม่น่าจะใช้มาตรการใดเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่ทางธนาคารกำลังประเมินผลกระทบจากโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์และปล่อยสินเชื่อ 12 เดือนให้กับธนาคารต่างๆ "ดูเหมือนว่าสภาพเศรษฐกิจจะดีขึ้นเร็วเกินคาด ถึงกระนั้นการฟื้นตัวเต็มที่คงต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป" นิค คูนิส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก ฟอร์ทิส แบงค์ ในอัมสเตอร์ดัม กล่าว "เราแค่เปลี่ยนจากจุดที่แย่มาเป็นแย่น้อยลง ยังไม่ถึงขั้นดีเลิศ" นักเศรษฐศาสตร์จากบาร์เคลย์ส แคปิตอล คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัว 0.3% ในไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวอย่างเต็มที่คงไม่ง่ายนัก เนื่องจากอัตราว่างงานยังพุ่งสูงและดัชนีราคาผู้บริโภคยังร่วงเร็วสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าเศรษฐกิจยุโรปจะเป็นเศรษฐกิจหลักที่ทำผลงานได้แย่สุดในปีหน้า
ทั้งนี้ ธนาคารกลางยุโรปจะประกาศผลการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในเวลา 13.45 น.ตามเวลาท้องถิ่น และทริเช่จะจัดการแถลงข่าวหลังจากนั้น 45 นาที ในขณะเดียวกัน ผลสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์กเผยว่าธนาคารกลางอังกฤษอาจตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.5% ในวันนี้เช่นกัน
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ฌอง-คล้อด ทริเช่ คือใคร
2.ใครคือผู้ที่กล่าวว่า "เราแค่เปลี่ยนจากจุดที่แย่มาเป็นแย่น้อยลง ยังไม่ถึงขั้นดีเลิศ"
3.นักเศรษฐศาสตร์จากบาร์เคลย์ส แคปิตอล คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัว 0.3% ในไตรมาสใด
นาย องอาจ เชื้อพลายเวช เลขทะเบียน 5001103095
เรื่อง นักเศรษฐศาสตร์คาดธนาคารกลางยุโรปอาจตรึงดอกเบี้ยที่ 1%
นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในวันนี้ ในขณะที่กำลังพยายามเพิ่มสภาพคล่องในตลาดสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจกลับมาขยายตัวอีกครั้งในไตรมาสนี้ โดยนักเศรษฐศาสตร์ 52 รายจากการสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์กคาดการณ์ว่า ฌอง-คล้อด ทริเช่ ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ในวันนี้ และไม่น่าจะใช้มาตรการใดเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่ทางธนาคารกำลังประเมินผลกระทบจากโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์และปล่อยสินเชื่อ 12 เดือนให้กับธนาคารต่างๆ "ดูเหมือนว่าสภาพเศรษฐกิจจะดีขึ้นเร็วเกินคาด ถึงกระนั้นการฟื้นตัวเต็มที่คงต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป" นิค คูนิส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก ฟอร์ทิส แบงค์ ในอัมสเตอร์ดัม กล่าว "เราแค่เปลี่ยนจากจุดที่แย่มาเป็นแย่น้อยลง ยังไม่ถึงขั้นดีเลิศ" นักเศรษฐศาสตร์จากบาร์เคลย์ส แคปิตอล คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัว 0.3% ในไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวอย่างเต็มที่คงไม่ง่ายนัก เนื่องจากอัตราว่างงานยังพุ่งสูงและดัชนีราคาผู้บริโภคยังร่วงเร็วสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าเศรษฐกิจยุโรปจะเป็นเศรษฐกิจหลักที่ทำผลงานได้แย่สุดในปีหน้า
ทั้งนี้ ธนาคารกลางยุโรปจะประกาศผลการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในเวลา 13.45 น.ตามเวลาท้องถิ่น และทริเช่จะจัดการแถลงข่าวหลังจากนั้น 45 นาที ในขณะเดียวกัน ผลสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์กเผยว่าธนาคารกลางอังกฤษอาจตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.5% ในวันนี้เช่นกัน
ที่มา www.google.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ฌอง-คล้อด ทริเช่ คือใคร
2.ใครคือผู้ที่กล่าวว่า "เราแค่เปลี่ยนจากจุดที่แย่มาเป็นแย่น้อยลง ยังไม่ถึงขั้นดีเลิศ"
3.นักเศรษฐศาสตร์จากบาร์เคลย์ส แคปิตอล คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัว 0.3% ในไตรมาสใด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)